14 ตุลาคม 2558

สีของเหยื่อปลอมกับการมองเห็นของปลา


สีของเหยื่อปลอมกับการมองเห็นของปลา 

หลายๆท่านที่ชื่นชอบการตกปลาด้วยเหยื่อปลอม หลายคนคงมีวิธีเลือกสีของเหยื่อปลอมในแบบของตนเอง จะเลือกสีสมจริงคือลักษณะสีเหมือนปลาเหยื่อจริงๆทุกประการ หรือ จะเลือกสีสันสดใสต้องตาต้องใจเหล่าปลาล่าเหยื่อผู้หิวกระหายก็แล้วแต่ประสบการณ์และกลเม็ดของแต่ละคน


องค์ประกอบหลักๆการมองเห็นสีของเหยื่อมีด้วยกัน 4 ประการ


 1. สีของน้ำ : หากน้ำในหมายที่เราตกปลา มีเป็นน้ำที่ขุ่น การเลือกสีที่ เป็นพวกสีเงินโครเมียม หรือ สีทองโครเมียม หรือ สีจำพวกเงินๆ จะดีมากๆ เพราะ เวลาเราลากเหยื่อ สีเงินจะกระทบกับแสงแดด ส่องเป็นประกายวิบๆวับ เหมือนเกล็ดลูกปลา แต่ถ้าหมายที่เราจะตก เป็นน้ำที่ใส่ หรือออกสีเขียวๆ เล็กน้อย เราก็สามารถเลือกสีที่สดๆได้ เพราะสีของน้ำเป็นเสมือนม่าน หรือ เลนส์แว่นกันแดดที่บังตาของปลาอยู่ โดยรวมแล้ว ปลาไม่ได้มองเห็นเหยื่อเป็นรูปเป็นร่าง ปลาเหมือนที่เรามองเห็น แต่ะจะเห็นเป็นลักษณะ ของภาพลวงตา หรือกลุ่มสีเป็นก้อนๆ วับๆแวมๆ เท่านั้น จะไม่ได้ใส่ปิ้งเหมือนที่เราเอาเหยื่อไปหย่อนดูในตู้ปลา


2. ระดับความลึกของน้ำ : อันนี้จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน เวลาเราไปตกปลาตามเขื่อน หรือ เอาเหยื่อปลอมไปลากที่ทะเล ความลึกของน้ำจะส่งผลให้ปลามองเห็นสีของเหยื่อยิ่งผิดเพี้ยนไปจากที่เราเห็น กล่าวคือ เมื่อระดับน้ำยิ่งลึกเท่าไหร่ ก็จะมืดมากขึ้นเท่านั้น หากน้ำลึกและมีแสงแดดน้อยมากๆถ้าเราใช้เหยื่อที่เป็นตัวสีใส(ที่เรามองบนบกแล้วเหมือนลูกปลามากๆ ) แต่พอลงน้ำสีใส่นี้จะกลืนไปกลับสีน้ำ ทำให้ปลามองเห็นเหยื่อของเราได้ยากยิ่งขึ้น และในบางครั้ง หากถึงความลึกระดับหนึ่ง เหยื่อจากสีม่วง ที่เราเห็น ปลาจะเห็นเป็นเงาสีดำๆเท่านั้น ฉะนั้นหากเราจะต้องไปตกปลาที่เขตน้ำลึก ควรเลือกเหยื่อที่มีสีสันสดใส เห็นได้ชัดเจน และ ควรคำนึงถึงระดับควมลึกให้มากๆ ด้วยครับ 3.


3. องค์ประกอบฉากหลัง หรือ แบล็กกราวที่เหยื่อว่ายผ่าน : ในกรณีน้ำอาจยกตัวอย่างง่ายๆว่า ถ้าเหยื่อที่เราใช้ว่ายผ่าน แนวกองหิน สีแบล็กกราวก็จะเป็นสี โทนเทา หรือ น้ำตาล หากเราเลือกใช้เหยื่อที่ กลืนกันไปกับแบล็กกราว ปลานักล่าก็อาจจะมองไม่เห็น หรือ อาจจะเห็นเหยื่อเราไม่ชัด แต่กลับกัน หากเราเลือกใช้เหยื่อที่มีสี แดงขาว ซึ่งเป็นสีสว่าง ปลาก็จะเห็นเหยื่อของเราได้ชัดเจนขึ้นครับ 4.


4. สภาพอากาศ : ในส่วนนี้ สภาพอากาศจะมีต่อแสงแดดที่ส่องถึงลงมาในน้ำ หากวันนั้นมีฝ้าครึ้ม เมฆมาก แสดงแดดก็จะมีน้อย ส่งผลให้ เหยื่อสีเงินๆ ที่เราเลือกใช้ไม่ได้รับแสงแดดสะท้อนเท่าที่ควร สีของเหยื่อก็อาจจะผิดเพี้ยนไป  จะเห็นได้ว่า แม้เราจะไปหมายเดิม และ เลือกใช้เหยื่อตัวเดิม ที่ตำแหน่งเดิม ผลที่ออกมาก็อาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้ หากเราทราบถึงองค์ประกอบหลักๆ และ สิ่งที่เราควรให้ความสำคับเพิ่มขึ้นแล้ว เราก็อาจจะแก้ไขปรับเปลี่ยน วิธีการเลือกซื้อเหยื่อของเราได้คุ้มค่า และ ให้ผลลัพทธ์ได้ดียิ่งขึ้น


ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้บอกว่า การที่คุณเลือกสีเหยือได้ถูกตอ้งเหมาะสมแล้ว จะได้ผล100%ทั้งหมด เพราะสีของเหยื่อก็เป็นเสมือนองค์ประกอบอีกเพียงอีกอย่างหนึ่ง ของทั้งหมด แต่แม้จะมีอีกหลายๆองค์ประกอบที่ทำให้ดูวุ่นวาย แต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการตกปลา ไม่มีอะไรที่แน่นอนตายตัว มีเพียงสิ่งที่เราพอจะค้นหาและศึกษา ทดลอง + โชคอีกนิดหน่อย เพื่อให้ทริปนี้จะได้ ”ไม่ต้องขุดแห้ว”กลับบ้านมาอีกก็พอ หวังว่าสิ่งที่ได้บอกเล่าไปจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆนักตกปลาบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

ในตลาดวงการเหยื่อปลอมนั้น เราจะจำแนกสีและลายของเหยื่อได้ประมาณนี้



 1.เหยื่อแบบสีโครเมียม เหยื่อแบบสีโครเมียม อาจเป็นสีเงินโครเมียม หรือสีทองโครมเมียม สะท้อนเงาเป็นกระจกเลย เวลาลงน้ำเหยื่อพวกนี้ก็สะท้อนเงาสิ่งรอบข้างเช่นกันครับ เช่นตกแถวแนวสาหร่ายก็สะท้อนเงาสาหร่ายกลืนกับเงาสาหร่าย ตกแถวแนวกิ่งไม้ตอไม้ก็สะท้อนเงากิ่งไม้ตอไม้ เหมือนลูกปลาที่ปรับสีตัวเองให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เวลาเหยื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดเป็นภาพ illusive เหมือนฉากการล่องหนของ predator คือเห็นเป็นอะไรบางอย่างใสๆ วูบๆ วาบๆ


 2.เหยื่อแบบใส เหยื่อแบบใส หรืออาจเป็นเขียวใส เหลืองใส แดงใส น้ำเงินใส หรือใสแบบหลายๆ สี ใส่เกล็ดเงินเกล็ดทองระยิบระยับเข้าไปด้วยก็มี ก็คล้ายๆ กับเหยื่อแบบโครมเมียมนั่นและครับ ให้แสงส่องผ่านให้กลืนกับฉากหลังบ้างเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับสีของตัวเองให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมให้เกิดภาพ illusive เช่นกัน


3.สีปลาบาดเจ็บ สังเกตดูว่าเหยื่อปลั๊กส่วนใหญ่จะคางสีแดง นั่นคือลักษณะของปลาป่วยหรือได้รับบาดเจ็บครับ คางแดง เหงือกแดง ครีบแดง ท้องแดง ลิ้นแดง หรือแม้กระทั่งเบ็ดแดงดูเหมือนมีเลือดออก (ลองไปสังเกตปลาทองที่ป่วยดูนะครับ) อีกลักษณะนึงก็คือจุดดำๆบริเวณค่อนไปทางหาง จุดใหญ่ๆ เท่าลูกตาปลานั้นแหละ อันนี้เลียนแบบรอยช้ำบนตัวปลา เหมือนกับว่าถูกปลาตัวอื่นชาร์จมาแล้วทีนึง รอดมาได้แต่ก็ช้ำ อาจร่อแร่ด้วย เหมือนกับปลาตัวอื่นชงไว้แล้ว ปลาอีกตัวที่มาเจอก็กินเสียเลย ก็เอาไว้เป็นแนวทางในการเลือกเหยื่อก็แล้วกันนะครับ


อย่าลืมสังเกตุด้วยนะครับว่าแถวๆ นั้นมีปลาอะไรที่เป็นปลาเหยื่อ หน้าตาเป็นอย่างไร ลูกปลาพวกนั้นตัวเล็กใหญ่แค่ไหนสร้าง illusive แบบไหน เลือกสีได้แล้วก็ต้องทดลองหาแอ็คชั่นช้าเร็ว นุ่มนวลหวือหวา และความลึกที่เหมาะสมด้วย ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ต้องจินตนาการและลองผิดลองถูกกันไปครับ



ส่วนอันนี้คือข้อมูลอ้างอิง การเลือกสีเหยื่อ จาก Rapala ครับ (ส่วนมากหลักการนี้มักใช้เลือกสีเหยื่อจำพวกงานทะเล เช่น เหยื่อRapala ตะกลูCD ครับ) อาจเป็นข้อมูลเก่าแต่ก็ยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบันนะครับ

1. สีขาวหลังดำหรือหลังเขียว ใช้กับอากาศแจ่มใสหรือกับสภาพพื้นน้ำใส

2. สีขาวหลังฟ้า ใช้กับงานลากเหยื่อในระดับลึกในวันที่ ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส 

3. สีทองหลังดำ ใช้กับวันที่อากาศมือครึ้มหรือสภาพพื้นน้ำที่มีแสงน้อย 

4. สีทองหลังส้ม ใช้กับพื้นที่น้ำขุ่นมากหรือขุ่นเป็นโคลน 

5. สีขาวหลังไพล(เขียวอมเหลือง)ใช้กับพื้นที่ที่แสงส่องไม่ถึงหรือในงานลากเหยื่อในระดับลึกมาก

6. สีชมพูคาดน้ำเงินหลังดำ ออกแบบมาเพื่อตกปลาแซลม่อน ปลาเทร้าท์ 

7. สีเขียวหรือสีทองหลังดำ เป็เหยื่อที่ก่อให้เกิดภาพลวงตาได้มากที่สุดในสภาพที่มีแสงน้อยทัศนวิสัยมืดคึ้ม 

8. สีทองหรือสีเงินหลังน้ำตาลเหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำที่มีกุ้งอาศัยชุกชุม หรือในระดับลึกในวันที่อากาศครึ้ม 

9. สีเงินหลังดำหรือหลังเขียวใช้ได้ผลกับปลาล่าเหยื่อทุกชนิดในวันที่อากาศโปร่งแจ่มใส 

10. สีทองหลังเขียว ใช้ในวันที่อากาศมืดคึ้ม 11.สีขาวหัวแดง เป็นสีที่ยั่วยุให้ปลาล่าเหยื่อเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวมาก

ขอบพระคุณที่มาดีๆจาก 
กูเกิ้ล

คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

14 สิงหาคม 2556

เทคนิคการตกปลาน้ำจืด



เทคนิคการตกปลาน้ำจืด 
แบ่งเป็น 2 ประเภท 1.ประเภทตกด้วยเหยื่อสด 2.ประเภทตกด้วยเหยื่อปลอม


ประเภทที่ตกด้วยเหยื่อสด 


1.เหยื่อไส้เดือน ใช้ตกปลาแขยง ปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลาบู่ ปลาฉลาด ฯลฯ วิธีการก็คือ ฝังคมเบ็ดเข้าทางหัวใหญ่ของตัวใส้เดือนจนมิดเบ็ดแล้วปล่อยไว้ทั้งตัว ปล่อยเหยื่อลงสู่พื้นดิน แล้วหมุนรอกกลับไปให้สายตึง ให้เหยื่อไส้เดือนอยู่ที่พื้น รอปลากินเหยื่อ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกปลาแขยง ปลากด ปลากดคัง ปลาฉลาด ถ้าจะตกปลาคังหรือปลากด อาจใช้ตัวเบ็ดใหญ่อีกหน่อย เพราะปลาพวกนี้ปากกว้าง ควรใช้เหยื่อไส้เดือนเกี่ยวหลายๆตัวรวมกันเป็นพวง ใช้ตกปลาคังจะได้ตัวค่อนข้างใหญ่


2.เหยื่อแมลงสาปขาว ตกปลาแขยง ปลากดเหลือง ปลาฉลาด และปลาแรด ต้องเข้าใจก่อนว่าตัวแมลงสาปขาวคือเจ้าแมลงสาปแดงนี่แหละ แต่ที่มีสีขาวคือตอนที่มันลอกคราบตัวอ่อนมันจะมีสีขาว ถ้าถูกแสงแรงๆจะออกสีแดงทันที และมีกลิ่นสาปแรงด้วย ฉะนั้นการเก็บรักษาจะนิยมจับใส่ขวดลิโพแล้วห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้นหนึ่งกันแสงเข้า จะทำให้มันมีสีขาวตลอด เวลานำมาใช้ส่วนมากแมลงสาปขาวมักจะตาย การนำเอาไปใช้จะต้องเก็บไว้ในความเย็น การเกี่ยวเบ็ด ให้เจาะคมเบ็ดลงกลางหัวให้ทะลุอีกด้านหนึ่ง แล้วค่อยเกี่ยวเข้าทะลุลำตัวใหญ่ แล้วหย่อนเหยื่อให้ถึงพื้นดิน แต่ถ้าเป็นปลาแรดต้องปล่อยให้ลึกจากผิวน้ำประมาณ 1 ศอก

3.เหยื่อกุ้งสด กุ้งเป็น ตกพวกปลาหมอตาและปลาหมอโค้ว ปลาแรดใช้กุ้งเป็นๆ กุ้งสดใช้ตกปลาแขยงถ้าเป็นเหยื่อกุ้งสดให้ฝังคมเบ็ดเข้าหางด้านในให้ตัวเบ็ดฝังไปตามตัวกุ้ง ทำตัวกุ้งให้เหยียดตรง ให้ปลายคมเบ็ดโผล่กลางท้อง ถ้าเป็นกุ้งเป็นให้เอาคมเบ็ดเกี่ยวเปลือกด้านในออกด้านหลัง ไม่เกี่ยวลึกมากจะทำให้กุ้งตาย ต้องเกี่ยวติดเหลือด้านข้าง ถ้าตกปลกแรดก็วางเบ็ดค่อนข้างตื้น ลึกจากผิวน้ำไม่เกิน 1 ศอก แต่ถ้าตกปลาหมอโค้งหรือปลาหมอตา ก็ควรลงลึกไปประมาณกลางๆ น้ำ ไม่ต้องถึงดิน แต่ถ้าตกพวกปลากดปลาแขยงก็ต้องลงเหยื่อให้ถึงพื้นดิน เหยื่อกุ้งสดหรือกุ้งเป็นก็เป็นที่ชื่นชอบของปลากดและปลาคังเช่นกัน


4.เหยื่อแมลงปอ ใช้ตกปลาแรด ปลาหมอ ปลาหมอโค้ว 5. ปลาหมอตะกรับ วิธีเกี่ยวแมลงปอให้เกี่ยวคมเบ็ดเข้าทางหางร้อยให้คมเบ็ดโผล่กลางอก ถ้าใช้ปลาแรดให้หย่อนลงจากผิวน้ำประมาณ 1 ศอก แต่ถ้าเป็นปลาหมอโค้วหรือปลาหมอตาลให้หย่อนลึกประมาณกลางน้ำ หรือเกือบถึงพื้นขึ้นอยู่กับแหล่งปลาด้วย


5.เหยื่อสูตรผสม พวกขนมปังปนรำ ใส่หัวเชื้อนมแมว ใช้ตกปลากระมัง ปลากระแห ปลาตะพาก จากการทดลองมาหลายปีพบว่า สูตรสำหรับผสมจะเป็นขนมปังสด ผสมกับรำละเอียดและใส่หัวเชื้อน้ำหอมกลิ่นนมแมว ผสมให้เข้ากันให้พอหมาดๆ ระวังอย่าให้เหลว เพื่อให้ติดกับเบ็ดแน่นๆ ไม่หลุดง่าย


ที่แพน้ำโจนนี้เหยื่อผสมจะใช้ตกปลากระมังเป็นหลัก เพราะมีค่อนข้างชุกชุม เวลาตกควรใช้ลูกหมุน 3 ทางแล้วผูกเบ็ด 2 ตัว ควรใช้เบ็ดขนาดเบอร์ 5 กำลังดี ขณะตกให้หย่อนเหยื่อลงสู่พื้นล่าง และดึงสายตรึงให้ตะกั่วลอยจากพื้น ให้เหยื่อนอนอยู่ที่พื้น รอปลากินเหยื่อ แต่การใช้เหยื่อขนมปังรำนี้ ถ้าลงเหยื่อนานไป เหยื่อจะหมด ต้องเอาเหยื่อขึ้นดูบ่อยๆหน่อย ปกติ หย่อนเหยื่อลงไปซักครู่ พอเหยื่อถึงพื้นสักเดี๋ยวจะถูกปลาตอดเหยื่อแล้ว เทคนิคก็คือ เมื่อหย่อนเหยื่อแล้วต้องปั้นเหยื่อเม็ดเล็กขนาดเม็ดถั่วเขียวหย่อนตรงบริเวณสายเบ็ดที่เราตกอยู่ เพื่อให้ปลาเข้ามาวนกินเหยื่อที่อ่อยไว้ จะทำให้เราตกปลาได้ตลอดเวลา

======================================

 ประเภทการตกด้วยเหยื่อปลอม แบ่งเป็น 3 วิธี คือ 


 1.การตกปลาด้วยเหยื่อปลอมแบบผิวน้ำ 2.ตกแบบกลางน้ำ 3.ตกใต้น้ำหรือน้ำลึก การตกเหยื่อปลอมแบบผิวน้ำ วิธีนี้มีมาประมาณ 10 ปีแล้ว การตกเหยื่อปลอมผิวน้ำ หรือที่เรียกเหยื่อชนิดนี้ว่า เหยื่อบล๊อกๆ เป็นเหยื่อปลาปลอมติดใบพัด ใบพัดมีหน้าที่เป็นเสียงเรียกให้ปลาสนใจแล้วมองเห็นปลาปลอม มันจึงไล่กัด


ส่วนมากเรามีไว้ตกปลาชะโด แต่เจ้าปลากระสูบก็กินเหมือนกัน แต่จะเป็นปลากระสูบขนาดใหญ่เท่านั้น ฉะนั้นแล้วเจ้าเหยื่อบล๊อกๆนี้มีไว้เพื่อปราบชะโดเป็นหลัก วิธีใช้เหยื่อบล๊อกๆที่ถูกต้อง ตัวเหยื่อบล๊อกๆจะเป็นเหยื่อที่มีน้ำหนักมาก ต้องใช้สายใหญ่หน่อย ควรเป็นสายแรงดึงประมาณ 15 ปอนด์ขึ้นไปจะดี แต่เหยื่อต้องแข็งแรง ใบพัดต้องแข็งแรง ส่งเสียงดัง บล๊อก ! เป็นเสียงเรียกที่ไม่ผิดเพี้ยน 


เหยื่อใบพัดเป็นเหยื่อที่มีจุดกำเนิดมาจากตัวเหยื่อกบ ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนหลังที่เป็นใบพัดจะหมุนตีน้ำดัง บล๊อกๆๆ ปลาอาจฟังว่าเป็นเสียงจ๊อกๆๆแบบกบกระโดดบนผิวน้ำจึงไล่กัด ติดเบ็ดสองทางที่หงายขึ้นไว้เข้าเต็มปาก เมื่อตอนถ่ายทำสารคดีส่องโลกทางช่อง 5 คุณสุธี สุทธิวงศ์ คิดทำเป็นตัวพิเศษเพื่อการถ่ายจะได้เห็นช่วงเวลาที่ปลาฮุบเหยื่อผิวน้ำได้ชัด ดูแล้วเร้าใจ แต่เหยื่อชุดแรกที่เขาถ่ายทำนั้นตัวปลาปลอมจะสั้นกว่าปัจจุบันเล็กน้อย ข้อเสียก็คือตัวเบ็ดตัวท้ายกับตัวกลางอาจเกี่ยวกันทำงานไม่สม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันนี้เหยื่อทุกตัวได้รับการปรับปรุงให้ตัวเหยื่อยาวกว่าเดิมเล็กน้อย ซึ่งทำให้ตัวเบ็ดทั้งสองตัวสามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ทุกครั้งที่ตีเหยื่อไป เทคนิคในการตีเหยื่อใบพัดหรือเหยื่อบล๊อกๆ ให้ตีเหยื่อเข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ พอเหยื่อตกถึงน้ำให้ดึงเหยื่อกลับทันที เหมือนตุ๊กแกตกน้ำ พอถึงน้ำมันจะกระโดดบนผิวน้ำต่อ การตีเหยื่อก็ต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝน และเดาเป้าหมายที่มีปลาถูก ก็จะได้ผลทันที


2.การตกปลาด้วยเหยื่อปลอมกลางน้ำ เราเรียกเหยื่อชนิดนี้ว่า เหยื่อปลั๊ก มีสองชนิดคือชนิด ปลั๊กน้ำตื้น 2.และ ชนิดปลั๊กน้ำลึก


ชนิดปลั๊กน้ำตื้น (ดำตื้น)เหยื่อชนิดนี้เป็นเหยื่อรูปร่างเหมือนตัวปลา มีปากสั้นไว้สำหรับกินน้ำส่ายไปมาเหมือนปลาว่ายน้ำ แต่จะว่ายอยู่ใกล้ๆผิวน้ำ ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะลากเหยื่อเร็วแค่ไหน ก็จะดำได้ลึกไม่เกิน 1 เมตรจากผิวน้ำ เหยื่อชนิดนี้ใช้ตีตามที่มีสาหร่ายตื้น แต่ต้องลากเหยื่อไม่ให้ติดสาหร่าย ถ้ามีปลาอยู่ใต้สาหร่ายมันจะขึ้นไล่กัดเหยื่อ 


ชนิดปลั๊กน้ำลึก  (ดำลึก)เหยื่อชนิดเป็นนี้เป็นเหยื่อที่มีรูปร่างเหมือนตัวปลา มีปากยาวไว้สำหรับกินน้ำลึก ส่ายไปมาเหมือนปลาว่ายน้ำ ถ้าลากเร็วก็จะดำน้ำลึก อาจถึง 2 เมตรจากผิวน้ำ เหมาะสำหรับใช้ตกตามหน้าผาหรือแหล่งสาหร่ายลึกๆ เหยื่อสองชนิดนี้แต่ก่อนเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ทางคุณสุธีได้ผลิตขึ้นใช้ในหมู่ชมรมตกปลาด้วยกัน แต่มาระยะหลังไม่ได้ผลิตขึ้น มีบ้างแต่น้อย ในหมู่นักตกปลาด้วยกันจะรู้ดีว่ามันทำยาก แอคชั่นไม่ค่อยดีเท่ากันทุกตัว การตั้งแอคชั่นยากมาก แต่ชนิดปลั๊กน้ำลึกยังใช้ได้ดีมาก


ปลาที่อยู่แหล่งน้ำลึกยังพอหาตกได้ เหยื่อชนิดนี้เวลาปลาติดเบ็ดจะเกิดวงพรายอากาศใต้น้ำ เราต้องสังเกตดูวงพรายใต้น้ำ ถ้าวงใหญ่ก็ตัวใหญ่ ถ้าวงเล็กเล็กก็ตัวเล็ก ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ต้องระมัดระวังปลาจะพาเหยื่อไปติดตอใต้น้ำ ต้องขืนไว้ไม่ให้เข้าตอ จึงจะได้ตัว 


3.การตกปลาด้วยเหยื่อปลอมใต้น้ำ ถ้าพูดถึงการตกในน้ำจืดคงจะหมายถึงเหยื่อปลอมที่เรียกว่าสปูน เป็นเหยื่อปลอมสำหรับตกปลากระสูบ ใช้ตกปลาน้ำลึกผลดี แต่น้ำไม่ควรลึกเกิน 20 เมตร แหล่งที่ตกอาจจะเป็นหน้าผาหรือแหล่งตอไม้ใต้น้ำ การตีเหยื่อสปูนต้องปล่อยให้เหยื่อสปูนลงถึงพื้นแล้วหมุนรอกดึงสายกลับทันที เพราะทั่วไปปลากระสูบขึ้นฮุบผิวน้ำแล้วมันจะลงไปอยู่ตามตอไม้หรือกอไม้หรือกองหินใต้น้ำเสมอ ฉะนั้นเราต้องหย่อนเหยื่อให้ถึงปลา บางครั้งเราหมุนเหยื่อกลับมาจากพื้นเพียง 1-2 เมตร ก็จะมีปลาฉวยเหยื่อแล้ว 


การตีเหยื่อสปูนตกน้ำลึก เราจะไม่ตีเหยื่อไกลๆ เพราะจะทำให้ตัวเหยื่อติดตอไม้ใต้น้ำแล้วปลดไม่ออก อาจเสียเหยื่อ เราควรตีเหยื่อระยะใกล้ๆเท่านั้น เวลาที่ตัวเบ็ดเกาะตอ เราสามารถตวัดออกได้โดยไม่เสียเหยื่อ การตีเหยื่อปลอมแบบสปูนก็ต้องฝึกให้แม่นยำ เข้าเป้าหมายเหมือนการใช้เหยื่อปลอมแบบผิวน้ำ และการตีเหยื่อปลอมแบบสปูน ถ้าตีปลาฝูง เวลาเหยื่อตกน้ำต้องลากเหยื่อสปูนมาบนผิวน้ำ จะถูกปลากระสูบไล่กัด
ขอบคุณบทความดีๆๆจาก
แพน้ำโจน
เจ้าของรูปภาพจากทุกที่มา
กูเกิ้ล
สยามฟิชชิ่ง

======================================

คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

04 สิงหาคม 2556

ระบบเบรคของรอก drag washers

Drag Washers

Drag washers เป็นชื่อเรียกที่ถูกต้องของระบบแปลว่าลาก แต่บ้านเราเรียกว่าเบรคที่แปลว่าหยุด ในที่นี้จะเรียกว่าแผ่นเบรคเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน จุดหมุ่งหมายของมันคือให้ปลาลากไปแบบหนักๆ หนืดๆ ฝืดๆ ปลาหายใจโดยกรองอากาศผ่านเหงือก เมื่อปลาต้องออกแรงมากก็จะเหนื่อยง่ายกว่าเราที่หายใจด้วยอากาศโดยตรง ทำให้ปลาหมดแรงเร็วนั้นเอง


 Drag washers ทำหน้าที่สร้างแรงฝืดให้กับหลอดเก็บสายเอ็น คุณสมบัติของเบรคที่ดีเป็นอย่างไรเรามาดูกันก่อนดีกว่า
 1.ต้องสร้างแรงฝืดได้ดี
 2.ต้องรักษาแรงกดได้อย่างสม่ำเสมอไม่เกิดอาการสะดุดเป็นจังหวะเมื่อแผ่นเบรคร้อน หรือมีแรงกดที่แผ่นเบรค
 3.มีความนุ่มนวลในการทำงานเรียบเนียน
 4.ไม่ลดหรือเพิ่มแรงฝืดเมื่ออยู่ระหว่างการใช้งาน 

ระบบเบรคมีอยู่สองแบบคือ แบบแผ่นเดี่ยวกับแบบหลายแผ่นซ้อนกัน 


1.แบบแผ่นเดี่ยว เป็นแบบแรกที่มีการนำมาใช้งานในยุคต้น จะมีสปูน เฟืองขับอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นที่วางแผ่นเบรค และจะมีแผ่นกดเบรคที่เป็นโลหะปิดทับอยู่อีกที การทำงานจะมีก้านปรับเกลียวขันเข้าไปกดแผ่นกดเบรคให้แน่นเข้า เพื่อสร้างแรงกดอีกทีหนึ่งเราจะพบว่าระหว่างแผ่นกดกับก้านหมุนปรับจะมีแหวนโค้งๆอยู่1-2คู่ แหวนชิ้นนี้ถุกนำมาใส่ไว้เพื่อกระจายแรงกดให้มีระยะการปรับเบรคได้มากขึ้น ละเอียดมากกว่าการกดลงไปตรงๆ ทำหน้าที่คล้ายๆสปริงนั่นเอง โดยมากเราจะยังพบเห็นอยู่ในรอกขนาดใหญ่


2.แบบหลายแผ่นซ้อนกัน ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายด้วยกัน ทั้งรอกสปิน รอกเบท ระบบแผ่นซ้อนหลายแผ่นจะมีความนิ่มนวลสูงให้กำลังแรงกดที่ดี ระบายความร้อนได้ดีกว่าแบบระบบแผ่นเดี่ยว ทำให้การสู้ปลาทำได้ดีขึ้นเพราะความร้อนทำให้แผ่นเบรคเสียสภาพไปได้ง่าย เมื่อมีการระบายความร้อนที่ดีแผ่นเบรคจะคงสภาพอยู่ได้นานยิ่งขึ้น สามารถใช้แผ่นเบรคและแผ่นกดที่มีขนาดเล็กลงทำให้การออกแบบรอกให้ดูสวยงามได้มากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย


 หลายท่านคงสงสัยระบบการทำงานของชุดเบรคแบบนี่ว่าทำงานได้อย่างไร จุดที่สำคัญของระบบนี้จะอยู่ที่แผ่นกดเบรคที่เป็นโลหะ แกนมือหมุนจะถูกออกแบบมาให้มีด้านที่แบนๆสองด้านถูกทำขึ้นเพื่อล๊อคแผ่นกดเบรคไว้ให้หมุนตามแกนมือหมุน แผ่นกดเบรคชิ้นบนและชิ้นล่างจะทำรูตรงกลางให้มีรูปร่างเหมือนแกนกดเบรค จะเห็นว่าไม่ใช้เป็นรูปวงกลมนั่นเอง ส่วนแผ่นตรงกลางจะมีรูกลางแผ่นเป็นวงกลมแต่ที่ขอบด้านนอกของแผ่นจะทำเป็นติ่งยื่นออกมาฝรั่งเรียกว่าหู ทำเอาไว้ขัดกับรูที่บากไว้ที่เฟืองขับนั้นเองโดยที่แผ่นที่มีหูจะเคลื่อนที่ตามเฟืองขับ เพื่อช่วยสร้างแรงฝืดเมื่อเฟืองถูกแรงดึงจากสายเอ็นให้หมุนเมื่อระบบเบรคทำงาน

 ชนิดของแผ่นเบรคแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ 
คือแผ่นเบรคที่ใช้งานแบบแผ่นแห้งกับแผ่นเบรคที่ใช้งานแบบเปียก ทั้งสองแบบมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือสร้างความฝืดให้กับหลอดเก็บสายนั้นเอง 


1.) ชนิดแผ่นแห้ง มีมากมากหลายชนิด โดยนำมาตัดขึ้นรูปแล้วสามารถนำไปใช้ได้เลยทั้งแบบใช้แผ่นเดี่ยวหรือแบบซ้อนกันหลายแผ่น แผ่นเบรคแบบนี่มักจะพบว่าเป็นแผ่นชนิดแบบแข็งเป็นส่วนมากมีการสึกหลอมากแต่ก็สร้างแรงเสียดทานได้มากเช่นเดียวกัน แผ่นกดเองก็จะมีร่องรอยการสึกหลอเช่นกัน บางครั้งเราจะเห็นว่ามีช่างบางคนใช้จารบีที่มีความหนึดสูงๆทาบนแผ่นเบรคบางๆเพื่อช่วยลดความร้อน,ลดความฝืดและช่วยให้แผ่นเบรคทำงานได้ราบเรียบขึ้นได้อีกทางหนึ่ง แต่มีข้อสังเกตุด้วยว่าแผ่นเบรคแบบแข็งบางชนิดจะเสื่อมสภาพได้เมื่อโดนน้ำมันหรือจารบี

ชนิดของวัสดุที่นำมาทำแผ่นเบรค แบบแห้ง 1.


1. ก๊อกอัดแบบแผ่น ก็อก(Cork) ที่นำมาทำแผ่นเบรค ส่วนใหญ่จะเป็นเศษก๊อกชิ้นเล็กๆอัดขึ้นรูปคุณสมบัติขอกก๊อกแผ่น จะให้สัมผัสที่ราบเรียบ นิ่มนวล และสามารถสร้างแรงเสียดทานได้มากอีกด้วย แต่ยังมีข้อด้อยที่ทนความร้อนได้ไม่สูงนัก เมื่อแผ่นเบรคก๊อกมีความร้อนสูงก็จะเกิดการไหม้ที่พื้นผิวทำให้แรงกดลดลง จากผิวไม้ก๊อกที่เปลี่ยนเป็นคาร์บอนนั่นเอง และแผ่นเบรคก๊อกมีอายุการใช้งานที่ไม่ยาวนานนักและแพ้น้ำมันหรือจารบีทำให้แรงฝืดลดลง 


2.แผ่นหนัง แผ่นหนัง นิยมเอามาทำแผ่นเบรคในยุคต้นๆที่มีความต้องการแรงกดเบรคที่มากขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่สร้างแรงเสียดทาน ความฝืดได้ดี มีความยืดหยุ่นไม่แข็งกระด้าง เราจะเลื่อกแผ่นหนังอย่างไรที่จะนำมาใช้ทำแผ่นเบรค แผ่นหนังจะต้องเป็นชนิดหยาบทั้งสองหน้า เราสามารถใช้ได้ทั้งแบบแห้งๆใส่ลงไปได้เลย หรือแบบเปียก โดยการนำไปแช่น้ำมันแบบหลังนี้ให้เราแช่ในน้ำมันเครื่อง ก่อนเราจะนำมาใช้ต้องซับน้ำมันออกให้มากที่สุดก่อนนำมาใส่รอกด้วยนะครับ ความหนาบางจะเป็นปัญหาใหญ่ของแผ่นเบรคชนิดนี้ถ้าจะเปลี่ยนแนะนำให้เราเปลี่ยนแผ่นที่อยู่นอกสุดก่อนเพียงแผ่นเดียว อายุการใช้งานต่ำเช่นเดียวกัน แบบเปียกจะมีอายุการใช้งานสั้นลงอีกพอสมควร 


3.แผ่นประเกนหรือที่เรียกกันเองว่าHT200 ประเก็น ผลิตขึ้นมาจากวัสดุประเภทกระดาษ ผงจากหินหลากหลายชนิด ผสมกับสิ่งอื่นๆ อัดขึ้นรูปเป็นแผ่นแยกคุณภาพของตัวมันเองโดยการทนความร้อนของประเก็นชนิดนั้นๆ คุณสมบัติที่ประเก็นถูกนำมาใช้ทำแผ่นเบรค โดยที่ตัวของมันเองมิได้ถูกผลิตมาเพื่อการใช้งานด้านนี้โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ทำให้ประเกนถูกนำมาใช้งานก็ด้วยเหตุที่ว่ามันมีความคงทนไม่เสียรูปทรง สร้างแรงเสียดทานได้ดี ทนความร้อนได้สูง(ตามชนิดของประเก็นที่เลือกมาใช้งาน) มีความหนาบางให้เลือกมากมาย มีราคาถูกมากอีกด้วย มีข้อดีก็มีข้อเสีย คือประเก็นกระดาษความฝืดจะน้อยเหมาะกับรอกเล็กๆต้องการแรงกดน้อยๆ เรียบๆฝรั่งเรียกสมูตๆอะไรนี่แหละ  แบบที่นิยมใช้เป็นแบบทนความร้อนสูง พวกนี้ความฝืดสูงที่ทำขายกันเป็นชุด จะเอาแผ่นเบรคแบบอื่นผสมลงไปด้วยไม่เช่นนั้นเบรคจะกระด้างมาก 4.


4.แผ่นคาบอนถัก carbontex drag washers (HT100)แบบแข็ง,แบบอ่อน(ใช้ในรอกอาบูรุ่นใหม่,รอกเพนน์)


5.แผ่นC2 (ใช้ในรอกอาบูรุ่นเดิม)


6.แผ่นเทปล่อน Teflon drag washers (ใช้ในรอกDaiwa BG)

-----------------------------อาจมีมากกว่านี้นะครับ-----------------------------



2.) ชนิดเปียก จะทำมาจากวัสดุที่มีรูพรุน เป็นใยอัดหรือถักทอขึ้นรูปแบบผืนผ้า ทำการตัดขึ้นรูปพร้อมใช้เมื่อเรานำมาใช้แผ่นเบรคแบบนี้ต้องมีน้ำมันหรือจารบีทาที่ตัวแผ่นเบรคด้วย เพื่อช่วยการทำงานของแผ่นเบรคในการระบายความร้อน และการทำงานได้อย่างนิ่มนวลเรียบลื่น แผ่นเบรคแบบนี้เหมาะกันรอกขนาดเล็กที่ใช้สายเล็กต้องการความกว้างในการปรับรอบการหมุนของการปรับเบรคที่ละเอียดมากๆได้เป็นอย่างดี แผ่นเบรคแบบเปียกอาจจะไม่ตอบสนองกับผู้ที่ต้องการแรงกดเบรคสูงๆได้เพียงพอกับการใช้งาน
 มีข้อเตือนใจให้กับผู้ใช้งานที่จะเปลี่ยนแผ่นเบรคจากแผ่นแบบเปียกไปเป็นแผ่นแบบแห้งในรอกบางรุ่น อาจจะทำให้เกิดการสึกหลออย่างรุนแรงกับรอกของท่านได้ในทุกชิ้นส่วนทั้งภายนอกและภานใน เนื่องจากการออกแบบรอกมาไม่ได้เผื่อชิ้นส่วนของรอกให้รับกับแรงกดเบรคที่สูงๆได้นั่นเอง

ชนิดของวัสดุที่นำมาทำแผ่นเบรค แบบเปียก


1.แผ่นหนัง


2.ใยผ้าทออัดผสม(ใช้ในรอกShimano) 


3.ใยสังเคราะห์ 


-----------------------------อาจมีมากกว่านี้ครับ-----------------------------


ขอขอบคุณที่มาดีๆจาก


รูปภาพจาก
กูเกิ้ล 
samaesarnfishing






คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

02 มีนาคม 2556

หมึกยักษ์แห่งท้องทะเล(Giant squid)



ปลาหมึก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปลา แต่ความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ให้ความหมายว่า “ชื่อสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังที่มีขาซึ่งเรียกว่า หนวดอยู่ที่บริเวณหัว อาศัยอยู่ในทะเล มีถุงบรรจุน้ำสีดำอย่างหมึกสำหรับพ่นเพื่อพรางตัว มีหลายสกุล แต่เมื่อกล่าวถึงสัตว์น้ำชนิดนี้โดยรวมทั่วไปไม่ควรตัดคำเรียกเพียงแค่ “หมึก” เพราะอาจจะทำให้เข้าใจผิดไม่สื่อถึงสัตว์น้ำชนิดนี้ ความหมายอาจกลายเป็นอื่นได้ แต่น่าจะใช้ได้เมื่อมีชนิดของปลาหมึกมาต่อท้ายคำ เช่น “หมึกกล้วย” “หมึกกระดอง” และ “หมึกสาย” เป็นต้น


ในนวนิยายต่างประเทศที่กล่าวถึงสัตว์ร้ายขนาดใหญ่จากท้องทะเลต่างๆ นั้น ได้แต่งให้ปลาหมึกยักษ์เป็นผู้ร้ายอยู่เสมอมาช้านานแล้ว นวนิยายคลาสสิคเรื่องที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลก และได้สร้างภาพยนตร์ด้วยคือเรื่อง “ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์” “Twenty Thousand Leagues Under The Sea” ของ Jules Verne ใน ค.ศ. 1870 ซึ่ง Walt Disneys ได้สร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 1954 นอกจากนี้ยังมีเรื่อง “Moby Dick” ของ Herman Melville และยังมีอยู่เรื่อย ๆ อีกหลายเรื่องตลอดมาจนถึง “The Beast” ของ Peter Benchley ที่กล่าวว่าสัตว์ร้ายขนาดใหญ่จากทะเลเป็นพวกปลาหมึกขนาดยาวถึง 100 ฟุต ครอบครองทะเลแถบเบอร์มิวดา กินคนเป็นอาหารกลางวันจำนวนมาก โดยปลาหมึกมักจะถูกกล่าวหา หรือถูกอุปโลกน์เป็นสัตว์ร้ายจากทะเลก็เนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตที่ได้มีผู้เคยพบเห็น


แต่โดยทั่วไปแล้วปลาหมึกที่มนุษย์ใช้บริโภค จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ปลาหมึก จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับหอยเป็นพวก Mollusks แต่ปลาหมึกจัดอยู่ใน Class Cephalopoda ซึ่งมาจากภาษากรีกแปลว่า “สัตว์หัว-เท้า” (head-footed animals) ประกอบด้วยกลุ่มปลาหมึกต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มปลาหมึกกล้วย (Squid) กลุ่มปลาหมึกกระดอง (Cuttlefish) กลุ่มปลาหมึกสาย (Octopus) และหอยงวงช้าง (Nautilus) เป็นต้น


 ปกติปลาหมึกจัดเป็นสัตว์น้ำที่มีการเจริญเติบโตเร็ว อายุสั้น ขนาดจะมีตั้งแต่ขนาดเล็ก 1 เซนติเมตร ได้แก่ ปลาหมึกแคระ ซึ่งชนิดที่พบในประเทศไทยเล็กที่สุดในโลกคือ Idiosepius thailandicus Chotiyaputta, Okutani and Chaitiamvong, 1991 จนถึงขนาดใหญ่ 20 เมตร คือ Architeuthis spp. (Giant squid) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปลาหมึก รวมทั้งในบรรดาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง


 สำหรับกลุ่ม Squid จะมีลักษณะภายนอกประกอบด้วยส่วนสำคัญ 6 ประการคือ

  • 1. ลำตัว (mantle) ทรงกระบอกยาว มีอวัยวะอยู่ภายใน 
  • 2. หัวสั้น มีตาขนาดใหญ่ 
  • 3. แขน (arm) 8 อัน ประกอบด้วยปุ่มดูด (suckers) หรือตะขอ (hooks) 
  • 4. ปาก ล้อมรอบด้วยแขน ประกอบด้วยจะงอยปากที่แข็งแรง (beak) 
  • 5. หนวดจับ (tentacle) ยาว 1 คู่ ส่วนปลายมีปุ่มดูด 
  • 6. ท่อน้ำ (funnel) ออกจากลำตัวอยู่ใต้ส่วนหัว 

 ปลาหมึกยักษ์ Giant squid จัดอยู่ใน Family Architeuthidae Pfeffer, 1900 มีเพียง Genus เดียว คือ Architeuthis Steenstrup, 1856  โดยมีขนาดใหญ่ที่สุดถึงประมาณ 20 เมตร (overall length) น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ที่พบส่วนใหญ่มีขนาด 10-15 เมตร ปุ่มดูด (sucker) บนแขนมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 2.5 เซนติเมตร ซึ่งปุ่มดูดอันใหญ่ที่สุดบนหนวดจับมีขนาดถึง 5-5.5 เซนติเมตร



ปลาหมึกยักษ์นี้มักพบในลักษณะที่ตายแล้วถูกซัดเกยฝั่ง หรือพบชิ้นส่วนในท้องปลาวาฬพวก Sperm whale และจากอวนลากน้ำลึก สำหรับการแพร่กระจาย พบทั่วไปรอบโลกคือ บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ได้แก่ บริเวณประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก จากลาบราดอร์ถึงอ่าวเม็กซิโกในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือจากทะเลแบริงถึงญี่ปุ่น ฮาวาย แคลิฟอร์เนีย สำหรับทางมหาสมุทรซีกโลกใต้ พบบริเวณอาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ทาสมาเนีย และนิวซีแลนด์ จะอยู่ในน้ำลึก 200-1,000 เมตร การดำรงชีพจัดเป็นแบบกึ่งผิวน้ำและกลางน้ำ (Epipelagic and Mesopelagic)



ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับปลาหมึกยักษ์นี้จะได้จากการศึกษาชิ้นส่วนซากของมันที่พบ หรือจากปลาวาฬที่กินมันเป็นอาหาร และอื่น ๆ โดยนักวิจัยต่าง ๆ ได้เริ่มดำเนินการศึกษาอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 20 ปีมานี้เอง ลักษณะทั่วไป สีของปลาหมึกยักษ์ Architeuthis นี้มีสีแดงแก่จนถึงน้ำตาลแดง จากเซลล์เม็ดสี (chromatophore) ที่ผิวหนัง มันมีความสามารถในการเปลี่ยนสีลำตัว เกิดจากการบังคับด้วยกล้ามเนื้อ การที่ตัวมีสีแดงจะช่วยให้มันสามารถพรางตัวได้ดีในที่ลึก เพราะสีแดงในที่ลึกมากจะเปรียบเสมือนสีดำในเวลากลางคืนบนบกนั่นเอง


ในกล้ามเนื้อลำตัว หัว และแขนของปลาหมึกยักษ์นี้ประกอบด้วยแอมโมเนียมอิออนสูงมาก (NH4+) จึงทำให้สามารถลอยตัวได้ดี แม้แต่เมื่อตายแล้ว จึงเป็นเหตุให้ซากของมันลอยมาได้ไกลจนเกยฝั่ง และยังเป็นตัวการสำคัญทำให้เนื้อของมันมีรสขมของแอมโมเนีย โดยในเนื้อมีความถ่วงจำเพาะ (specific gravity) ซึ่งต่ำกว่าน้ำทะเล ที่ความลึก 50 เมตร อุณหภูมิ 80 ?C ที่มีความถ่วงจำเพาะ 1.022 ถ้าไม่มีแอมโมเนียเนื้อของปลาจะหนักกว่าน้ำทะเล เพราะมีความถ่วงจำเพาะ 1.046 ดังนั้นแอมโมเนียในเนื้อช่วยทำให้ปลาหมึกยักษ์สามารถลอยตัวได้ไม่ต้องใช้พลังงานเพื่อการว่ายน้ำ


 ครีบ ของมันมีขนาดเล็กไม่แข็งแรงนักใช้ช่วยในการว่ายน้ำและเป็นเสมือนหางเสือ ปกติการเคลื่อนที่จะใช้ระบบพุ่งเพื่อขับดัน (Jet propulsion) เพื่อจับเหยื่อหรือหนีศัตรู โดยนำน้ำเข้าภายในลำตัว (mantle) แล้วใช้การปิดล็อกส่วนท่อน้ำกับลำตัวบีบดันน้ำให้ออกทางท่อน้ำให้เกิดการพุ่งตัว ซึ่งส่วนของตัวล็อกท่อน้ำกับลำตัวมีความแข็งแรงมาก หัว มีขนาดใหญ่ถึง 1 เมตร มีแขนเป็นระยางค์ 8 แขน รอบโคนแขน (arm) 50 เซนติเมตร ยาว 3-5 เมตร


หนวดจับ (tentacle) 2 เส้น มีเส้นรอบวง 25 เซนติเมตร ยาว 10-12 เมตร  ตา(Cornea) จะอยู่ด้านข้างของหัวประกอบด้วยเลนส์เดี่ยวที่สามารถปรับได้ (adjustable lens) คล้ายกับของคน มีรูม่านตาและม่านตา (dark iris, pupil) แต่ไม่มีแก้วตา เทียบเท่าประมาณขนาดหัวของมนุษย์ ซึ่งทำให้มันสามารถเห็นได้ดีในที่ลึกที่มีแสงน้อย เพราะใต้ทะเลลึก 500 ฟุต จะมืดสนิท จะมีเพียงแสงที่เรืองจากสิ่งมีชีวิต (Bioluminescense)


 ปาก ล้อมรอบด้วยแขน ประกอบด้วยขากรรไกรที่แข็งแรง จะงอยปาก (beak) มีขนาดใหญ่ถึง 15 เซนติเมตร ประกอบด้วย upper and lower mandibles มี radula or rasping tongue ขนาดเล็ก เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับขนาดตัว คือมีความยาว 100 มิลลิเมตร กว้าง 10 มิลลิเมตร เมื่ออาหารถูกกัดกินแล้วจะถูกบังคับลงไปสู่ buccal cavity โดยการขยับของ radula อาหาร ของมันได้แก่ ปลาน้ำลึก ปลาหมึกขนาดใหญ่


แต่สำหรับตัวมันเป็นอาหารของปลาวาฬพวก sperm whale โดยพบมากในกระเพาะปลาวาฬปนกับปลาหมึกชนิดอื่น ๆ (octopuses and squids) รวมทั้ง crustaceans ในการกินอาหารจะใช้หนวดจับ (tentacular club) จับอาหาร


 ถุงน้ำหมึก (ink sac) มีขนาดยาวใหญ่พ่นผ่านท่อน้ำ เมื่อมันพุ่งตัวถอยหลัง ปล่อยหมึกออกมาให้เหยื่องุนงง หรือเพื่อพรางตัวหนีศัตรู

ชีววิทยาการสืบพันธุ์ 


 เพศเมีย สามารถมีไข่ได้จำนวนมาก ไข่มีขนาดเล็ก 0.5-1.4 มิลลิเมตร กว้าง 0.3-0.7 มิลลิเมตร พบตัวอย่างที่มีไข่หนักถึง 5 กิโลกรัม มีไข่ประมาณ ถึงล้านฟอง ระบบสืบพันธุ์มีรังไข่เดี่ยวอยู่ด้านท้าย อวัยวะภายในมีท่อนำไข่ 1 คู่ มีอวัยวะสร้างเปลือกไข่ที่เรียกว่า nidamental gland ขนาดใหญ่ 1 คู่ เข้าใจว่าการผสมพันธุ์ (fertilization) เกิดเมื่อไข่แก่ผ่านท่อนำไข่ (oviduct) และเชื่อว่าไข่ที่ผสมแล้วน่าจะลอยเป็นแพในมหาสมุทร (float in huge gelatinous masses) เพราะเป็นลักษณะของปลาหมึกน้ำลึก (oceanic squids) ปกติปลาหมึกกล้วยชนิดอื่นจะมีที่เก็บสเปอร์อยู่ใต้ปาก (spermatophores receptacle) แต่ไม่พบใน Architeuthis นอกจากนี้ยังไม่พบ spermatophores ฝังในตัวเมีย ซึ่งปกติในพวก oceanic squids จะพบการฝังตัวแถวช่องในลำตัวใกล้ช่องเปิด



 เพศผู้ มีแขนที่เปลี่ยนไปเป็นอวัยวะช่วยในการสืบพันธุ์ 2 แขน (hectocotylized arms) ขนาดของ spermatophores 10-20 เซนติเมตร อายุ จากขนาดที่ใหญ่โตมาก ทำให้คาดว่ามันน่าจะมีอายุยืนยาว ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่ามันน่าจะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยใน 3 ปี หรือน้อยกว่านั้น อายุขัยประมาณ 5 ปี และต้องการอาหารจำนวนมากเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นเรียกได้ว่าเป็น “efficient eating machine” เลือด ปลาหมึกจัดเป็นพวกเลือดสีน้ำเงิน (blue blood) ประกอบด้วย Hemocyanin (hemo = blood, cyan = blue) เพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของร่างกาย


 จำนวน ประชากรในโลกคาดว่าน่าจะมีเป็นล้านเพราะถึงแม้เราพบได้ค่อนข้างยาก แต่ในกระเพาะของปลาวาฬสเปิร์ม (Sperm whale) ที่พบกินปลาหมึกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาหมึกน้ำลึก พบจะงอยปากที่ไม่ย่อยทำให้สามารถแยกชนิดได้มีเป็นร้อยชนิด และพบปลาหมึกยักษ์ในท้องเป็นประจำ ได้มีการประเมินประชากรของปลาวาฬไว้ถึงประมาณ 400,000 ตัว ทำให้คาดประมาณจำนวนปลาหมึกยักษ์ว่าน่าจะมีมากกว่า และน่าจะเป็นที่อยู่เดียวกันในน้ำลึก


นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันจากตัวอย่างที่ได้จากอวนลากน้ำลึกที่ทำการประมงปลา orange roughy, hokie และ scampi บริเวณทางใต้ของประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ พบปลาหมึกยักษ์ติดอวนขึ้นมาบางคราว มีการศึกษาคาดว่าน้ำหนักของปลาหมึกที่ถูกกินโดย Sperm Whale ในแต่ละปี จะประมาณเท่ากับน้ำหนักของประชากรทั้งโลกรวมกัน


จากตัวอย่างที่นักวิทยาศาสตร์พบทั่วโลกและนำมาวิจัย ได้มีการจำแนกไว้ประมาณ 19 ชนิด แต่นักอนุกรมวิธานปลาหมึก (Teuthologists) ได้มีการสรุปไว้ 3 ชนิดคือ
A. dux อยู่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก
A. japonica มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ และ
A. sanctipauli มหาสมุทรซีกโลกใต้ (Roper, 1999)
 แต่ Nesis (1987) กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าทั้ง 3 ชนิด ยังอาจเป็นชนิดเดียวกันแต่เป็นสายพันธุ์ย่อย (Geographical subspecies) เป็น A. dux dux, A. dux martensi, A. dux sanctipauli แต่จนบัดนี้ยังไม่มีใครได้พบปลาหมึกยักษ์ชนิดนี้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ความรู้เกี่ยวกับปลาหมึกยักษ์ชนิดนี้จึงยังมีน้อย ได้มาจากตัวอย่างที่ตายเท่านั้น ยังคงเป็นปริศนาลึกลับที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการศึกษาว่ามันอาศัยอยู่ที่ไหน ดำรงชีพอย่างไร


ทำให้นักชีววิทยาทางทะเลหลายคนสนใจติดตามศึกษาโดยเฉพาะ Dr.Clyde F.E. Roper จากสถาบันวิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยา สมิทโซเนียนต้องการติดตามศึกษาเพื่อให้ได้คำตอบ โดยพยายามที่จะสำรวจใต้ทะเลลึกเพื่อค้นพบปลาหมึกยักษ์นี้ จากการที่รู้ว่าปลาวาฬสเปิร์ม (Sperm whale) กินปลาหมึกยักษ์เป็นอาหารประจำ ดังนั้นถิ่นที่อยู่อาศัยควรจะเป็นแหล่งเดียวกัน จึงหาวิธีติดตามจากปลาวาฬ มีการนำกล้องวีดิโอใต้น้ำเรียก “crittercam” ติดที่หัวปลาวาฬตัวเมียหลายตัว ทำการสำรวจแถบหมู่เกาะ Azores มหาสมุทรแอตแลนติกในปี 2539 แม้ไม่พบปลาหมึกยักษ์ แต่พวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการกินอาหาร การอยู่อาศัยและเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายเกี่ยวกับปลาวาฬ


 ต่อมาในปี 2540 ได้มีการสำรวจโดยใช้เรือลำน้ำจิ๋ว Auto-nomous Underwater Vehicle (AUV) ซึ่งประดิษฐ์โดยคณะจาก Massachusetts Institute of Technology ชื่อ “Odyssey” สำรวจนอกฝั่งแถบนิวซีแลนด์ ลึก 750 เมตร แต่ก็ไม่พบปลาหมึกยักษ์เลย ในปี 2542 จึงมีการนำห้องปฏิบัติการใต้น้ำ (Deep Sea Submersible) ที่มีคนลงไปได้ชื่อ “Deep Rover” สำรวจบริเวณ Kaikoura Canyon นอกฝั่งแถบนิวซีแลนด์ได้พบสัตว์น่าสนใจอื่น ๆ แต่ไม่พบ Architeuthis เช่นเคย ดังนั้นปลาหมึกยักษ์ (Giant Squid-Architeuthis) ยังคงความเป็นสัตว์ลึกลับสำหรับเราอยู่ นักวิทยาศาสตร์ยังคงเฝ้าติดตามค้นหาและศึกษาจนกว่าจะได้พบขณะที่ยังมีชีวิต เพื่อไขปริศนาต่าง ๆ เกี่ยวกับมันต่อไปอีก


 นอกจาก Architeuthis แล้ว ยังมีปลาหมึกที่มีขนาดใหญ่มาก ถูกเรียกเป็นปลาหมึกยักษ์อีกชนิดหนึ่งอยู่ใน Family Ommastrephidae คือ Genus Dosidiscus Steenstrup, 1857 มีชนิดเดียวคือ Dosidiscus gigas (Orbigny, 1835) Flying jumbo squid โดยขนาดใหญ่สุดที่พบมีขนาดความยาวลำตัว (Mantle length) 1.5 เมตร (ความยาวทั้งหมด 4 เมตร) แต่ส่วนใหญ่ที่พบมีขนาด 50-80 เซนติเมตร น้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม มีการแพร่กระจายอยู่ทั้งใกล้ฝั่งและในมหาสมุทร (Neritic and Oceanic) แถบประเทศเปรู และชิลี ดำรงชีพเป็นแบบกึ่งผิงน้ำและกลางน้ำ (epipelagic และ mesopelagic)


อายุขัยของปลาหมึกชนิดนี้ประมาณ 1 ปี และมีอัตราการตายสูงมากหลังการวางไข่ ปลาหมึกชนิดนี้มีความสำคัญทางการประมง ถูกจับด้วยเครื่องมือเบ็ดตกโดยใช้แสงไฟล่อเนื้อนำมาใช้เป็นเหยื่อตกปลา ถ้าสำหรับการบริโภคใช้ตากแห้ง และบรรจุกระป๋อง

 สำหรับหมึกสาย หรือที่เราเรียกหมึกยักษ์นั้นมีชนิดที่จัดว่าเป็นปลาหมึกยักษ์ได้คือ 



Octopus cyaneus Gray, 1849 ขนาดใหญ่สุด (total length) 120 เซนติเมตร หนัก 4 กิโลกรัม มีการแพร่กระจายแถบอินโดแปซิฟิก



Octopus macropus Risso, 1826 ขนาดใหญ่สุด (total length) 120-150 เซนติเมตร (ทั่ว ๆ ไป 60 เซนติเมตร) หนัก 2 กิโลกรัม มีการแพร่กระจายทั่วโลกแถบอบอุ่นค่อนข้างหนาว


Octopus maya Voss & Solis, 1966 ขนาดใหญ่สุด (total length) 130 เซนติเมตร หนัก 5 กิโลกรัม มีการแพร่กระจายแถบประเทศเม็กซิโก ด้านมหาสมุทราแอตแลนติก


Octopus vulgaris Cuvier, 1797 ขนาดใหญ่สุด (total length) ตัวเมีย 120 เซนติเมตร ตัวผู้ 130 เซนติเมตร หนัก 10 กิโลกรัม มีการแพร่กระจายทั่วโลกเขตร้อนและหนาว มีความสำคัญยิ่งในทางการประมง


กราบขอบพระคุณที่มาข้อมูลดีๆครับ

คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

เชิญแวะที่:
thainitaห้นย

จ้าวน้อยฟิชชิ่ง ตกปลาฮาเฮ เร่ไปเพราะใจสั่งมา © 2009. Powered by  MyPagerank.Net