30 ตุลาคม 2551

ปลากดเกาะแมว2

Photobucket

อาทิตย์ 26-10-51 แบบว่าอยากตกปลามากก็เลยชวนครอบครัวไปค้างคืนที่บ้านที่ อ.แหลมสิงห์ จันทบุรี พอเช้าวันอาทิตย์ปรากฏว่าสภาพอากาศขมุกขมัวฟ้าปิด ฝนตก ว่าจะพาลูกสาวไปด้วยซะหน่อย เลยต้องเปลี่ยนแผนไปกับแฟนแค่ 2 คน

Photobucket

หมายนี้อยู่หลังศาลเจ้าเกาะแมวครับเป็นหมายปลากดชั้นดีของที่นี่ มีศาลาให้หลบแดดหลบฝน ถ้าเข้าไปก็ช่วยจอดรถให้เป็นระเบียบเปิดทางไว้ด้วย เพราะชาวประมงเขาต้องเข็นรถเอาอุปกรณ์มาลงเรือที่นี่ เพราะเป็นท่าจอดเรือด้วยครับ

Photobucket

ฝั่งซ้ายมุมนี้แหละปลากดตัวใหญ่ทั้งนั้น (ถ้ามันเข้าอ่ะนะ)

Photobucket

เหยื่อวันนี้ใช้กุ้งตายอย่างเดียวเพราะจะเอาแต่ไซด์ปลาแกง ถ้าไซด์ใหญ่ต้องพวก ปลาแล่ หมูหมัก หอยเชอรี่ทุบ และนี่ฝั่งขวา

Photobucket

ด้านหน้า สังเกตคลื่น อย่างนี้แหละปลากดชอบ

Photobucket

ด้านหลัง

Photobucket

เริ่มเลยครับ

Photobucket

ตัวแรกครับ ปลากง ตัวนี้อยู่ในวงค์ปลาแขยง อยากทราบรายละเอียดหาดูในบล้อกได้เลยครับ (ปลาแขยง)

Photobucket

ดูชัดๆครับ

Photobucket

จ้าวหญิงได้มั่ง ตัวนี้ปลากดขี้ลิง หรือปลากดข้างลาย

Photobucket

ลำตัวของมันจะมีลายขีดลงมา

Photobucket

ได้ขึ้นมาเรื่อยๆครับ ช่วงหัวน้ำขึ้นปลากำลังเข้า

Photobucket

ส่วนมากจะเป็นปลากดขี้ลิง

Photobucket

และก็มีปลาดุกทะเลมาแจม ต้องระวังเงี่ยงมันด้วย

Photobucket

ส่วนคันนี้ลุ้นปลาใหญ่เงียบครับ

Photobucket

หย่อนไกล้ๆศาลานี่แหละ

Photobucket

นี่เราบังคับเค้ามาป่าวว๊าา

Photobucket

ตกได้พักนึงลูกสาวเริ่มโทรตามละก็เลยต้องกลับ ได้พอดีแกงเลย

Photobucket

อีกมุม

Photobucket

3 ทหารเสือ ปลากง กดขี้ลิง ดุกทะเล

Photobucket

ถึงบ้านก็กลายสภาพเป็นแกงหน่อไม้

Photobucket

กับข้าวรวม

Photobucket

แล้วเจอกันทริปหน้าจ้า

************************************************************
hi

คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

24 ตุลาคม 2551

วงค์ปลากด (Bagaridae)

  • วงศ์ปลากด(Bagridae)
เป็นปลาหนังไม่มีเกล็ด มีส่วนหัวค่อนข้างแบนราบ แต่ลำตัวแบนข้างไปทางด้านท้าย ปากกว้างอยู่ที่ปลายสุด เป็น ปลาหนังไม่มีเกล็ด มีส่วนหัวค่อนข้างแบนราบ แต่ลำตัวแบนข้างไปทางด้านท้าย ปากกว้างอยู่ที่ปลายสุดของจงอยปาก มีฟันซี่เล็กแหลมขึ้นเป็นแถวบน"ขากรรไกร">ขากรรไกรและ เพดาน มีหนวด 4 คู่ โดยคู่ที่อยู่ตรงริมฝีปากยาวที่สุด ครีบหลังและครีบอกเป็นก้านแข็ง หรือเรียกว่า เงี่ยง ครีบไขมันค่อนข้างยาว ครีบหางเว้าลึก ในตัวผู้มักมีติ่งเล็กๆ ที่ช่องก้น จัดเป็นปลาหนังวงศ์ที่พบมากชนิดที่สุดของไทย โดยพบมากกว่า 25 ชนิด เป็นปลากินเนื้อ มีนิสัยดุร้ายก้าวร้าว มีพฤติกรรมมักกบดานอยู่กับพื้นนิ่ง ๆ ถ้าไม่พบอาหารหรือล่าเหยื่อจะไม่เคลื่อนไหว กินอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่แมลง ปลา กุ้ง ซากพืชซากสัตว์เน่าเปื่อย เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ นิยมนำมาบริโภคบ่อย ปลาในวงศ์นี้ มีชื่อสามัญเรียกในภาษาอังกฤษว่า naked catfish หรือ bagrid catfish

+++++++++++++++++++++++++++++



  • 1. ปลากดคัง
ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrones wyckioides(เดิมMystus wyckioides) อยู่ใน "วงศ์ปลากด">วงศ์ปลากด (Bagaridae) ที่มีขนาดโตเต็มที่ราว 1.5 เมตร หนักได้ถึง 100 ก.ก. แต่ที่พบโดยเฉลี่ยจะมีขนาดประมาณ 50 - 60 ซม. ลำตัวมีสีเทาอ่อนอมฟ้าหรือเขียวมะกอก ท้องสีจาง

ครีบหางและครีบอื่น ๆ มีสีแดงสดหรือส้มสด ไม่มีแถบขาวบนขอบครีบหางส่วนบนเหมือนปลากดชนิดอื่น ๆ พบในแม่น้ำของไทยทุกภาค และในแหล่งน้ำนิ่งขนาดใหญ่ นิยมนำมาบริโภคโดยการปรุงสด ลวก จิ้ม หรือยำ มีราคาค่อนข้างแพง มีการเพาะเลี้ยงเป็นกระชังอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่บางสาย และยังเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้อีกด้วย กดคังมีชื่อเรียกอื่น อีกเช่น "ปลากดแก้ว" "ปลากดเขี้ยว" กดหางแดง กดข้างหม้อ เป็นต้น


ปลากดคังเป็นปลาที่มีลักษณรูปร่าง ยาวเพรียว ส่วนหัวแบนกว้าง ด้านบนของหัวเรียบ ลำตัวด้านบนมีสีม่วงเทาปนดำ ส่วนท้องขาว ปากกว้าง จงอยปากทู่ ตำแหน่งของปากตั้งอยู่ต่ำ ฟันคม ตาไม่มีเยื่อหุ้ม และอยู่ระดับเดียวกับมุมปาก มีหนวด 4 คู่ คือหนวดที่จมูกค่อนข้างสั้น ยาวถึงกึ่งกลางตาเท่านั้น หนวดที่ขากรรไกรยาวเลยครีบหลังเกือบถึงครีบไขมัน โคนหนวดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่กว่าคู่อื่นอย่างเห็นได้ชัด หนวดใต้คาง และหนวดที่ขากรรไกรล่างยาวถึงฐานครีบอก ครีบหลังมีก้านครีบแข็ง 1 ก้าน มีก้านครีบอ่อน 7-8 ก้าน ก้านครีบแข็งอันแรกของครีบหลังทางส่วนครึ่งล่างของโคนก้านแข็ง มีเงี่ยงแหลมคม แต่ทางส่วนครึ่งบนอ่อน ทำให้ไม่สามารถทำอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่นได้ ครีบอกประกอบด้วยก้านครีบแข็ง 1 ก้าน และก้านครีบอ่อน 8-9 ก้าน ครีบท้องประกอบด้วย ก้านครีบอ่อน 6 ก้าน ครีบก้นประกอบด้วยก้าน ครีบอ่อน 10-11 ก้าน มีซี่กรองเหงือก จำนวน 12 ก้าน ครีบหูมีสีเทาดำ ครีบหางเว้าลึก แฉกบนยาวกว่าแฉกล่าง ครีบหางมีสีแดงเข้มมากกว่าครีบอื่น ๆ ส่วนหน้าของครีบท้องและครีบก้นมีสีขาวปนเหลือง ปลายครีบสีแดง ครีบไขมันมีสีเข้มออกม่วงอมดำ



ปลากดคังจัดเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในครอบครัวนี้ในธรรมชาติส่วน ใหญ่พบปลาขนาดตั้งแต่ 1-3 กิโลกรัม ความยาว 30-50 เซนติเมตร ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบมีขนาดความยาวถึง 150 เซนติเมตร น้ำหนัก 30 กิโลกรัม และเคยมีผู้พบปลาขนาดน้ำหนักสูงสุด 70 กิโลกรัม

+++++++++++++++++++++++++++++


  • 2.ปลากดคังสาละวิน
ปลาหนังชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hemibagrus micropthalmus อยู่ในวงศ์ปลากด(Bagridae) มีรูปร่างคล้ายปลากดเหลือง (Hemibagrus filamentus) และปลากดคัง (Hemibagrus wyckioides) มาก แต่มีส่วนหัวที่แบนราบกว่า และยื่นยาวกว่า ส่วนหลังยกสูง ครีบหลังเป็นก้านแข็ง ปากกว้าง มีหนวดที่ริมฝีปากยาวมากถึงบริเวณครีบก้น ตาเล็กมาก


ส่วนหัวมองจากด้านบน ค่อนข้างกว้าง ครีบไขมันยาว ครีบหางใหญ่ และเว้าลึก ตัวมีสีเทาอมฟ้า หรือเขียวมะกอก ด้านท้องสีจาง ครีบมีสีคล้ำ ครีบหางสีคล้ำ ขนาดใหญ่สุดถึง 1 เมตร พบทั่วไป 60 – 70 เซนติเมตร จับได้โดยเบ็ดราว ข่ายลอย และดำน้ำยิงด้วยฉมวก อาศัยในแม่น้ำและลำธารที่ค่อนข้างลึก พบเฉพาะในแม่น้ำสาละวินและสาขา และถูกจับขึ้นขายเป็นครั้งคราวใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นปลาที่มีรสชาติดี เช่นเดียวกับปลากดขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ และนิยมตกเป็นเกมกีฬา ในต่างประเทศพบในอินเดียและพม่าในแม่น้ำอิระวดี

+++++++++++++++++++++++++++++



  • 3.ปลากดเหลือง
เป็นชื่อของปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hemibagrus filamentus (เดิม Mystus nemurus) อยู่ในวงศ์ปลากด (Bagaridae) มีรูปร่างคล้ายปลากดคัง แต่มีรูปร่างเล็กกว่า

สีข้างลำตัวเป็นสีเหลือง จึงเป็นที่ของชื่อ ขนาดโตเต็มที่ราว 50 ซ.ม.

พบในแหล่งน้ำนิ่งและแม่น้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ยกเว้นแม่น้ำสาละวิน บริโภคโดยการปรุงสด รมควัน และปลาแห้ง และมีการเพาะเลี้ยงในกระชังเหมือนปลากดคัง

มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น "ปลากดช่องหลวง" "ปลากดนา" "ปลากดขาว" หรือ "ปลากดคัง" เป็นต้น
ลักษณะที่แตกต่างระหว่าง ของHemibagrus filamentusกับHemibagrus nemurus

ครีบหลังยาวถึงจุดเริ่มต้นของครีบไขมันคือปลากดเหลือง Hemibagrus filamentus

ถ้าครีบหลังไม่ถึงจุดเริ่มต้นของครีบไขมันก็เป็นปลากดเหลือง Hemibagrus nemurusครับ ขอบคุณน้าจิรชัยจากเวปสยามฟิชชิ่งที่ให้ความรู้วิธีการแยก 2 ชนิดนี้ครับ

+++++++++++++++++++++++++++++


  • 4.ปลากดหม้อ
เป็นชื่อปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hemibagrus wyckii (เดิม Mystus wyckii) มีรูปร่างค่อนข้างสั้นป้อม หัวและลำตัวตอนหน้าแบนราบกว่าปลาชนิดอื่น ๆ ปากกว้าง ตาค่อนข้างเล็ก ส่วนหลังยกสูง ครีบหลังมีก้านแข็ง ครีบไขมันค่อนข้างยาว หนวดที่ริมฝีปากยาวถึงบริเวณหลัง ตัวมีสีเทาคล้ำหรือดำ ด้านท้องสีจาง ครีบสีคล้ำขอบบนและขอบล่างของครีบหางมีแถบสีขาวเห็นชัดเจน

มีขนาดประมาณ 30 ซ.ม. ใหญ่สุด 70 ซ.ม. พบในแม่น้ำสายใหญ่ทุกภาคของประเทศ และพบไปถึงบอร์เนียว เป็นปลากดที่มีราคาสูงชนิดหนึ่ง นิยมบริโภคด้วยการปรุงสดเหมือนปลากดคัง และยังเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้อีกด้วย ปลากดหม้อ ยังมีชื่อเรียกที่ต่างออกไปเช่น ปลากดดำ, ปลาสิงห์ดำ, ปลากดหางดอก

ชื่อที่ใช้เรียกในวงการปลาสวยงามคือ"มรกตดำ"แต่มีนิสัยดุร้ายก้าวร้าวมาก ไม่สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้เลย

+++++++++++++++++++++++++++++



  • 5.ปลากดหัวเสียม
เป็นปลาหนังมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sperata acicularis(อดีตAoriichthys seenghala)
ในวงศ์ปลากด(Bagridae)มีลักษณะสำคัญ คือ ส่วนหัวและจะงอยปากยื่นยาวมากที่สุดในกลุ่มปลากดทั้งหมด หัวแบนราบเล็กน้อย ลำตัวทรงกระบอก แต่ด้านหลังยกสูง และเรียวไปทางด้านท้าย ตาเล็กอยู่ด้านบนของหัว ริมฝีปากตัดตรงอยู่ปลายสุดของจะงอยปาก หนวดที่ริมฝีปากยาวมาก ครีบหลังไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบไขมันยาวมาก ครีบหางใหญ่เว้าลึก ตัวมีสีเทาอมฟ้า หรือเขียวอ่อน ด้านท้องสีจาง ครีบสีจาง ครีบไขมันมีดวงสีดำเด่น ขอบขาวที่ตอนปลายท้ายสุด ครีบหางมีสีแดงเรื่อ ๆ

ขนาดพบใหญ่สุดถึง 1 เมตร ขนาดที่พบทั่วไป 50 เซนติเมตร จับได้โดยเบ็ดราว ข่ายลอย พบเฉพาะในแม่น้ำสาละวิน และสาขาและแม่น้ำตะนาวศรีในพม่า นิยมบริโภคในท้องถิ่นโดยปรุงสด มักถูกจับขึ้นขายในท้องตลาดของ จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นครั้งคราว

เนื้อมีรสชาติดีพบมีการทำรังวางไข่โดยขุดแอ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง1เมตร และเลี้ยงลูกอ่อนถึงขนาด3–4 เซนติเมตร หรืออาจจะใหญ่กว่า แต่ตัวผู้หรือตัวเมียเป็นผู้เลี้ยงยังไม่ทราบแน่ชัด รังที่พบอยู่ในระดับความลึกประมาณ 2 เมตร ในเดือนเมษายน ที่แม่น้ำปายมีพื้นเป็นทรายปนโคลนมีกรวดปนและใกล้กับกองหิน

นอกจากนี้แล้วกดหัวเสียมยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย มีชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า " แก๊ด "

+++++++++++++++++++++++++++++


  • 6.ปลาดุกมูน
ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bagrichthys obscurus (อดีต Bagrichthys macropterus) อยู่ในวงศ์ปลากด (Bagaridae) มีส่วนหัวสั้น จะงอยปากเล็ก ตาเล็กมาก มีหนวดสั้น 4 คู่ คู่ที่อยู่ด้านล่างจะเป็นเส้นแบนบิดเป็นเกลียว ริมฝีปากเล็กเป็นจีบ ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย ส่วนหลังยกสูง ครีบหลังสูง ครีบไขมันยาวมาก ครีบหางเว้าลึก ครีบหลังยกสูงและครีบอกแข็งเป็นก้านแข็งปลายคม ตัวมีสีคล้ำหรือน้ำตาลอ่อน ด้านท้องสีจาง บางตัวอาจมีแถบเฉียงสีจางพาดขวางลำตัว ครีบสีจาง หางใส มีขนาดประมาณ 15 ซ.ม. พบใหญ่ที่สุด 30 ซ.ม.

พบชุกชุมในแม่น้ำสายใหญ่ ๆ ตั้งแต่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำโขง มีพฤติกรรมมักหากินบริเวณท้องน้ำที่มีน้ำขุ่น นิยมยริโภคด้วยการปรุงสด เนื้อมีรสชาติดี อร่อย มีราคาสูง

ดุกมูน ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกว่า "ปลาแขยงหนู" "ปลาแขยงหมู" "ปลากดหมู" หรือ "ปลาแขยงดาน" เป็นต้น

+++++++++++++++++++++++++++++

คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

22 ตุลาคม 2551

วงศ์ปลาสวาย ปลาบึก(Pangasiidae)

  • วงศ์ปลาสวาย(Pangasiidae)
ปลาในวงศ์ปลาสวาย หรือ วงศ์สังกะวาด มีรูปร่างเพรียว ส่วนท้องใหญ่ ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย หัวโต ตาโต มีหนวด 2 คู่ รูจมูกช่องหน้าและหลังมีขนาดเท่ากัน ครีบไขมันและครีบท้องเล็ก ฐานครีบก้นยาว กระเพาะขนาดใหญ่รียาว มี 1-4 ตอน พบขนาดตั้งแต่ไม่เกิน 40 ซม. ใน ปลาสังกะวาดท้องคม หรือปลายอนปีก (Pangasius pleurotaenia) หรือ (Pteropangasius pleurotaenia) จนถึง 3 เมตรใน "ปลาบึก">ปลาบึก (Pangasianodon gigas) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การกระจายพันธุ์จากอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบอร์เนียว อินโดนีเชีย มีทั้งหมด 30 ชนิด และพบในประเทศใทยประมาณ 12 ชนิด เป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมบริโภคและรู้จักกันดี


  • 1)ปลาบึก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasianodon gigas เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ไม่มีเกล็ด อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงบริเวณ"ประเทศลาว" เป็นปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากการจับปลามากเกินไป คุณภาพน้ำที่แย่ลงจากการพัฒนาและการสร้างเขื่อนบริเวณต้นน้ำ ปัจจุบัน "IUCN" จัดปลาบึกอยู่ในกลุ่ม Critically Endangered ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก

ลักษณะภายนอกที่สามารถแยกแยะปลาบึกออกจากปลา catfish ขนาดใหญ่อื่นในแม่โขง ได้แก่ลักษณะของฟันและหนวด ปลาบึกไม่มีฟันและเกือบจะไม่มีหนวด โดยที่ปลาวัยอ่อนมีฟันและกินปลาอื่นเป็นอาหาร แต่เมื่อโตขึ้นฟันจะหลุดไป และตาซึ่งจะอยู่ต่ำกว่ามุมปาก อาหารของปลาในธรรมชาติคือพืชชนิดต่าง ๆ เช่นตะไคร่น้ำ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงก็สามารถรับอาหารชนิดอื่นได้ สามารถโตได้ถึง 3 เมตรและหนัก 150-200 กิโลกรัม ใน 5 ปี ปลาที่หนักที่สุดเท่าที่เคยจับได้เป็นตัวเมีย (บางรายงานระบุผิดว่าเป็นตัวผู้) ยาว 2.7 เมตร และหนัก 293 กิโลกรัม (646 ปอนด์) เจ้าหน้าที่กรมประมงสามารถรีดไข่ได้สำเร็จแต่ปลาตัวนี้ก็ตายก่อนที่จะปล่อย กลับธรรมชาติ


ในธรรมชาติยังไม่มีผู้พบปลาวัยอ่อน ปลาบึกเป็นปลาที่อพยพว่ายน้ำจากแม่น้ำโขงในเขตประเทศจีน เพื่อที่จะไปผสมพันธุ์และวางไข่ที่ทะเลสาบเขมร โดยฤดูกาลที่ปลาอพยพมานั้น ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะถือว่าเป็นประเพณีจับปลาบึก โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปลาบึกถือเป็นอาหารที่หรูของประเทศลาว ในอดีตมีการประกอบพิธีกรรมร่วมกับการจับปลาชนิดนี้ ซึ่งมีการจับเพียงครั้งเดียวต่อปี และเนื้อปลาก็พบเห็นได้น้อยตามตลาด นอกจากเนื้อแล้ว ตับและไข่ปลาหมักเป็นอาหารรสชาติดี และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย ปลาบึกมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า "ไตรราช" ปลาบึกที่มีขายในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการผสมเทียม
+++++++++++*+*++++++++++++


  • 2.ปลาสวาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasianodon hypophthalmus (เดิม Pangasius sutchi) อยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย" (Pangasiidae) มีส่วนหัวค่อนข้างเล็ก แนวบริเวณหัวถึงครีบหลังลาดตรง ตาอยู่เสมอหรือสูงกว่ามุมปาก ปากแคบกว่า"ปลาบึก" รูปร่างเพรียวแต่ป้อมสั้นในปลาขนาดใหญ่ ก้านครีบท้องมี 8 - 9 เส้น ครีบก้นยาว ปลาขนาดเล็กมีสีคล้ำเหลือบเงิน ด้านข้างลำตัวสีจางและมีแถบสีคล้ำตามยาว ครีบสีจาง ครีบหางมีแถบสีคล้ำตามแนวยาวทั้งตอนบนและล่าง ปลาขนาดใหญ่มีสีเทาหรือคล้ำอมน้ำตาล ด้านข้างลำตัวสีจาง มีขนาดประมาณ 50 ซ.ม. ใหญ่สุด 1.5 เมตร

พบในแม่น้ำและลำคลองสายใหญ่ ทั่ว"ประเทศไทย" เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงกันมานานกว่า 50 ปี แล้ว โดยเพาะขยายพันธุ์ได้สำเร็จในปี "พ.ศ. 2509" มีฤดูวางไข่ใน"กรกฎาคม" นิยมบริโภคโดยปรุงสดและรมควัน ในธรรมชาติ มักพบชุกชุมตามอุทยานปลาหรือหน้าวัดต่าง ๆ ที่ติดริมน้ำ โดยในบางพื้นที่อาจมีปลา"เทโพ"เข้ามาร่วมฝูงด้วย และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม



โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปลาที่สีกลายเป็นสีเผือก (Albino)

+++++++++++*+*++++++++++++


    3.ปลาเทโพ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius larnaudii อยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย" (Pangasiidae) มีส่วนหัวและจะงอยปากมน ปากอยู่ค่อนไปทางด้านล่าง รูปร่างป้อมสั้น ปลาขนาดใหญ่มีลำตัวส่วนท้องลึก ปลายครีบหลัง ครีบท้อง ครีบอก ครีบท้อง และครีบก้นยื่นเป็นเส้นยาวเรียว มีแต้มสีดำเห็นชัดเจนที่ฐานครีบอกตัวมีสีเทาคล้ำอมน้ำตาล ด้านข้างมีสีเทาจาง ด้านท้องสีจางอมชมพู ครีบสีจาง ครีบก้นมีแถบสีคล้ำตามยาว ครีบหางมีแถบสีคล้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง มีขนาดประมาณ 50 ซ.ม. ใหญ่สุดได้ถึง 1.5 เมตร

ปลาขนาดเล็กกินแมลง ปลาขนาดใหญ่กินพืช เช่น ผลไม้ เมล็ดพืช ปลา หอย แมลง ตลอดจนถึงซากสัตว์ อาศัยอยู่ในแม่น้ำสายใหญ่และสาขาทั่วประเทศ

โดยมักรวมฝูงกับปลา"สวาย"ด้วย เป็นปลาที่นิยมบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาปรุง "แกงเทโพ" มีการเพาะเลี้ยงใน"ประเทศไทย"มานานกว่า 50 ปี


และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น หูหมาด" หูดำ " หรือ " ปึ่ง " ในภาษาเหนือเป็นต้น

+++++++++++*+*++++++++++++

  • 4.ปลาเทพา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius sanitwongsei อยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย" (Pangasiidae) มีส่วนหัวและปากกว้างกว่าปลาในสกุลเดียวกัน (Genus) ชนิดอื่น ๆ (Species)


มีฟันแหลมคม รูปร่างป้อม ลำตัวลึก ส่วนหลังยกสูงปลายครีบหลัง ครีบอก ครีบท้องยื่นเป็นเส้นยาว ครีบหางเว้าลึก เมื่อว่ายน้ำจะตั้งชั้นเหมือน"ฉลาม" ปลาวัยอ่อนมีสีเทาคล้ำ ข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำแนวเฉียง ท้องสีจาง ครีบมีแต้มสีดำ ปลาตัวเต็มวัยมีลำตัวสีเทาคล้ำ ท้องสีจาง ครีบสีคล้ำ ครีบก้นตอนหน้ามีแถบสีคล้ำตามแนวยาว ครีบหางมีแถบสีจางตามแนวยาวทั้ง 2 แฉก มีขนาดประมาณ 1 - 1.25 เมตร ใหญ่สุดพบยาวได้ถึง 3 เมตร


พบเฉพาะใน"แม่น้ำเจ้าพระยา"และ"แม่น้ำโขง"เท่านั้น ปัจจุบัน ได้สูญพันธุ์ไปแล้วจาก"แม่น้ำเจ้าพระยา" และหายากในแม่น้ำโขง แต่ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วโดยวิธีการผสมเทียม ปลาวัยอ่อนกินปลาเล็กเป็นอาหาร ปลาวัยโตกินซากสัตว์อื่น และปลาเล็ก เนื้อมักถูกนำมาขายแทนเนื้อ"ปลาบึก"ซึ่งหายาก และมีราคาแพงกว่า


นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปลาพิการ ที่ลำตัวสั้นกว่าปกติ (Short Body) มีราคาสูงมาก มีชื่อเรียกใน"ภาษาอีสาน" " เลิม " อนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ของเทพานั้น ตั้งขึ้นโดย "ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ" (Hugh McCormick Smith) อธิบดีกรมประมงคนแรก เพื่อเป็นเกียรติแด่ ม.ร.ว. สุวพรรณ สนิทวงศ์ ในฐานะเป็นผู้ผลักดันและบุกเบิกให้มีหน่วยงานทางด้านการศึกษาและจัดการสัตว์น้ำในประเทศ ซึ่งก็คือกรมประมง ในปัจจุบัน

+++++++++++*+*++++++++++++


  • 5.ปลาสวายหนู
มี "ชื่อวิทยาศาสตร์" Helicophagus waandersii อยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย" (Pangasiidae) มีลักษณะหัวหลิม ตาเล็ก ขอบตามีแผ่นหนังคลุม จงอยปากเรียว ปากเล็กกว่าปลาในวงศ์นี้ชนิดอื่น ๆ ริมฝีปากบางมีแผ่นหนังนิ่มหุ้ม รูจมูกอยู่ห่างกัน หนวดทั้ง 2 คู่ยาวถึงช่องเปิดเหงือก รูปร่างเพรียวแบนข้างเล็กน้อย ครีบก้นยาว ครีบไขมันยาว ลำตัวสีเทาอ่อนหรืออมฟ้า ด้านข้างลำตัวสีจางไม่มีแถบสี หัวและท้องสีจางอมชมพู ครีบสีจาง ปลาวัยอ่อนมีสีเทาอมชมพู

มีขนาดประมาณ 30-40 ซ.ม. ใหญ่สุดประมาณ 60 ซ.ม. อาหารกินแต่เฉพาะหอยขนาดเล็ก ทั้ง"หอยฝาเดียว (ยังไม่ได้สร้าง)">หอยฝาเดียวและ"หอยฝาคู่" โดยมักหากินใกล้พื้นท้องน้ำ มักกินจุจนท้องป่อง แล้วถ่ายออกมาเฉพาะเปลือก อาศัยอยู่ในแม่น้ำสายใหญ่ พบใน

"แม่น้ำโขง"และ"แม่น้ำเจ้าพระยา" ไม่พบใน"ภาคใต้"ของไทย แต่มี"ประเทศมาเลเชีย"จนถึง"เกาะสุมาตรา"ประเทศอินโดนีเชีย" ในประเทศไทยบริโภคโดยการปรุงสุดและหมัก"สับปะรด" (เค็มบักนัด)

สวายหนู มีชื่อที่เรียกใน"ภาษาอีสาน"ว่า " ยอนหนู " และ " หน้าหนู "

+++++++++++*+*++++++++++++

  • 6.ปลาเผาะ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius bocourti อยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย, ปลาสังกะวาด" มีลักษณะส่วนหัวมนกลม ปากแคบ รูปร่างป้อม ท้องอูม ลำตัวตอนหน้าค่อนข้างกลม และแบนข้างเล็กน้อยที่ด้านท้าย ครีบไขมันเล็ก ปลาวัยอ่อนมีสีเทาเหลือบเหลืองหรือเขียวอ่อน ข้างลำตัวมีแถบคล้ำ ครีบอกมีแต้มสีจาง ปลาตัวเต็มวัยมีสีเทาอมน้ำตาลอ่อนหรือฟ้าอ่อน ท้องสีขาว ครีบสีจาง ครีบหางมีแถบสีคล้ำจาง มีขนาดประมาณ 60 - 80 ซ.ม. ปลาวัยอ่อนกินแมลง ปลาตัวเต็มวัยกินพืชเป็นส่วนใหญ่ อาจกินแมลงและหอยบ้าง


พบใน"แม่น้ำโขง"ถึง"แม่น้ำเจ้าพระยา" พบน้อยใน"แม่น้ำบางปะกง" บริโภคโดยการปรุงสดและรมควัน และยังสามารถเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้อีกด้วย กรมประมงในขณะนี้มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรโดยเฉพาะในภาคอีสานเลี้ยงปลาชนิดนี้เป็นปลาเศรษฐกิจชนิดใหม่ ขณะที่ต่างประเทศเช่นที่"เวียดนาม" > ก็ได้เลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน


เผาะ ยังมีชื่อเรียกต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น " โมง " " โมงยาง " " ยาง " หรือ " อ้ายด้อง " ชื่อในวงการปลาสวยงามเรียกว่า " ปลาบึกโขง " นครพนมเรียก "ปลาพ้อ" เป็นต้น

+++++++++++*+*++++++++++++



  • 7.ปลาโมง
เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius conchopilus อยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย""เผาะ" (Pangasius bocourti) มีตาเล็ก ปากอยู่ด้านล่าง หนวดยาวถึงบริเวณช่องเหงือก แถบฟันบนเพดานเชื่อมติดกันเป็นรูปเหลี่ยม รูปร่างเพรียว หางคอด ก้านครีบแข็งที่หลังค่อนข้างยาวและใหญ่ หัวและลำตัวสีเทาหรือสีเขียวมะกอกเหลือบเหลืองหรือเขียว บางตัวสีเทาจาง ข้างลำตัวสีจางและไม่มีแถบคล้ำ ท้องสีจาง ครีบสีจาง ลูกปลามีสีเทาอมน้ำตาลหรือเหลือง มีขนาดประมาณ 60 - 80 ซม.


พบปลาที่ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2534 โดยระบุว่าเป็นปลาชนิดใหม่ที่มีขนาดเล็ก กินกุ้ง ปู และแมลงเป็นส่วนใหญ่ ปลาขนาดใหญ่กินหอย ปู เมล็ดพืช โดยหอยจะถูกกินทั้งตัวแล้วถ่ายออกมาเฉพาะเปลือก


อาศัยในแม่น้ำสายใหญ่ พบมากใน"แม่น้ำโขง""แม่น้ำบางปะกง" บริโภคโดยการปรุงสด และหมักสับปะรด เนื้อมีรสชาติดี ต่างประเทศเช่นที่ เวียตนามและมาเลเชีย มีการเลี้ยงปลาชนิดนี้เป็นปลาเศรษฐกิจด้วย มีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น " โมงออดอ้อ " " เผาะ " หรือที่ทางกรมประมงตั้งให้ คือ " สายยูเผือก " เป็นต้น

+++++++++++*+*++++++++++++



  • 8.ปลายาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius krempfi จัดอยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย"(Pangasiidae) มีลักษณะหัวเรียว ตาเล็ก ปากอยู่ด้านล่างของจงอยปาก หนวดยาวถึงลูกตา รูปร่างเพรียวยาว ลำตัวค่อนข้างกลมและแบนข้างที่ด้านท้าย ตัวผู้มีปลายครีบหลังและครีบท้องยื่นเป็นเส้นสั้น ๆ ลำตัวมีสีเทาคล้ำอมฟ้า ข้างลำตัวสีจาง ครีบสีจาง ครีบหางมีสีเหลืองอ่อน ที่ขอบบนแฉกมีสีคล้ำจาง ๆ

มีขนาดประมาณ 40 ซ.ม. พบใหญ่สุด 80 ซ.ม. พบเฉพาะใน"แม่น้ำโขง"ตั้งแต่"จังหวัดหนองคาย"ถึง"อุบลราชธานี" เท่านั้น

เป็นปลาที่ตายง่ายมากหลังการจับจึงได้อีกชื่อจากชาวประมงที่จังหวัดหนองคายว่า " ปลาซวยเสาะ " แต่ที่"จังหวัดนครพนม"เรียกว่า " ปลายาว " บริโภคโดยการปรุงสด เนื้อมีรสชาติดี ปลายาวที่มีขนาดเล็กจะพบเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำโขง และชายฝั่งทะเลไปถึง"เกาะไหหลำ" ในประเทศจีน

+++++++++++*+*++++++++++++

  • 9.ปลาสังกะวาดท้องคม
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius pleurotaenia หรือ Pteropangasius pleurotaenia อยู่ใน"วงศ์ปลาสวาย" (Pangasiidae) มีลักษณะ หัวสั้น ตาโต ปากแคบ หนวดสั้น ลำตัวแบนข้างกว่าชนิดอื่น ๆ ท้องเป็นสันคมตลอด ปลาตัวผู้มักมีรูปร่างเพรียวยาวกว่าตัวเมีย ครีบท้องเล็กอยู่สูงกว่าระดับสันท้อง ครีบไขมันเล็ก ครีบก้นยาว ครีบหางเว้าเป็นแฉก ตัวด้านบนสีคล้ำเหลือบเขียวหรือเหลือง ข้างลำตัวสีจางมีแถบสีคล้ำตามยาวตั้งแต่บริเวณโคนครีบอก ท้องสีจาง ครีบหางสีเหลืองอ่อนขอบคล้ำ


มีขนาดประมาณ 15 - 20 ซ.ม. ใหญ่สุดที่พบคือ 30 ซ.ม. จัดว่าเป็นปลาขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่น ๆ ในวงศ์นี้ กินแมลงเป็นอาหารหลัก กินเมล็ดพืช ผลไม้ และพืชน้ำในบางครั้ง พบมากใน"แม่น้ำโขง""แม่น้ำเจ้าพระยา""แม่น้ำแม่กลอง" พบน้อยใน"แม่น้ำตาปี" เป็นปลาที่พบชุกชุม จึงเป็นปลาเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคอีสาน นิยมบริโภคเป็นปลาแห้งและปรุงสด มีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นอีสานว่า" ยอนปีก

+++++++++++*+*++++++++++++



คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

เชิญแวะที่:
thainitaห้นย

จ้าวน้อยฟิชชิ่ง ตกปลาฮาเฮ เร่ไปเพราะใจสั่งมา © 2009. Powered by  MyPagerank.Net