29 มีนาคม 2552

African Tiger Fish พยัคฟันคมแห่งแอฟริกา


African Tiger Fish 

สวัสดี ทุกท่านที่ผ่านเข้ามานะครับ พอดีไม่มีทริปตกปลามาฝากเลยช่วงนี้ ก็เลยหาข้อมูลกับปลาชนิดนี้มาฝาก ส่วนตัวไม่มีความรู้กับปลาชนิดนี้มากนัก ก็เลยรวบรวมข้อมูลจากท่านผู้รู้มานำเสนอ เผยแพร่เพื่อเป็นความรู้แก่ตัวเองและผู้สนใจทั่วๆไป หากข้อความใดไม่ถูกต้อง ขาดตกบกพร่องไป ก็ต้องรบกวนผู้รู้มาช่วยเสริม ติติงได้เลยครับ


Tiger Fishเป็นปลาน้ำจืดกลุ่ม Characin ที่มีขนาดใหญ่ และมีความก้าวร้าวมาก และยังเป็นปลากลุ่มเตตร้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วย (ปลาในกลุ่ม Characin จะมีพวก ปลานีออน ปลาปิรันย่า แต่จะอยู่กันคนละสกุล (Family) นะครับ Hydrocynus จะเป็นปลาใน สกุล Alestidae (African Tetra เดิม)

Tiger Fish เป็นหนึ่งในนักล่าที่น่าหวาดกลัวที่สุดในแหล่งน้ำจืดเท่าที่รู้จักกันมา Tiger Fish มีชื่อเสียงทางด้านความร้ายกาจมากที่สุด พวกมันจะล่ากันเป็นฝูงใหญ่ ซึ่งเทียบได้กับกับปิรันย่าที่อยู่ในแถบอเมริกาใต้สามารถทำได้ พวกมันล่าปลาอื่นๆเป็นอาหาร สัตว์ใดก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อของ Tiger Fish ก็ยากที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้ เช่นเดียวกับที่ตกไปเป็นเหยื่อของปิรันย่า การฆ่าเหยื่อของ Tiger Fish นั้นใช้การกัด เพราะมันมีฟันที่แหลมคมราวกับมีด อีกทั้งยังมีกล้ามเนื้อขากรรไกรที่แข็งแกร่งและทรงพลัง ในหมู่ปลาจำพวกผู้ล่ามีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ไม่เป็นไปตามทฤษฎีปีรามิด ผู้ล่า ที่ว่าสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก สำหรับพวกมันแล้วมันล่าได้ทั้งที่มีขนาดเท่ากับตัวมันหรือแม้แต่ที่มีขนาด ใหญ่กว่าตัวมัน ในเรื่องการทำร้ายมนุษย์หยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามันทำร้ายมนุษย์ด้วย

ที่เรียกเจ้าปลาเหล่านี้ว่า Tiger Fish ก็อันเนื่องมาจากข้อมูลพฤติกรรมของมันที่เป็นนักล่ามาแต่กำเนิด บวกกับเขี้ยวของมันและด้วยรูปร่างของมันคล้าย ตอร์ปิโด คือมีรูปร่างที่เพรียว ซึ่งออกแบบมาเพื่อทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วทำให้ได้เปรียบในการค้นหา และ ล่าเหยื่อ ลักษณะของเกล็ดมีขนาดใหญ่ มีสีเงินวาว และที่ตัวเกล็ดจะมีจุดสีเข้ม ด้วยเหตุนี้ทำให้เห็นเป็นลาย พาดตามยาวไปตามแนวข้างลำตัวเหนือเส้นข้างลำตัว ทำให้มองดูคล้ายลายของเสือลายพาดกลอน (น่าจะเป็นที่มาของชื่อ Tiger Fish นะครับ) นอกจากแถบดังกล่าวแล้วส่วนที่ไม่ใช่แถบจะมีสีออก เงิน – ขาว – เทา แต่อย่างไรก็ตามบางตัวก็จะมีสี Metallic orange หรือ Yellow sheen แต่หลายตัวก็มีความหลากหลายในตัวเกล็ดของมัน ซึ่งจะมีตั้งแต่สีฟ้า ไปจนถึงสีเขียว ปลาในสกุลนี้จะมีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ทั้งหมด ครีบหลัง จะอยู่ในระดับเดียวกับ ครีบท้องหรืออาจจะอยู่ข้างหน้าเล็กน้อย

ปาก มีฟันหนึ่งชุดที่ใช้เป็นอาวุธในการล่าเหยื่อซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาให้เหมือนกับมีด มีความคมมาก ฟันแต่ละซี่ได้ถูกวางไว้ในเบ้า ( socket) ระหว่างฟันซี่อื่นๆ บนขากรรไกร ฟันของเจ้า Tiger Fish จะเห็นได้ตลอดเวลาแม้แต่เมื่อปิดปากสนิท ตาจะถูกคลุมโดยเปลือกตาเกือบทั้งหมด


ปลาในกลุ่มนี้ไม่จัดเป็นปลาสงวนตามสนธิสัญญาอะไรทั้งสิ้นไม่เหมือนพวกอะโรวาน่า นักตกปลานิยมตกมันเป็นเกมส์กีฬามาก ปัจจุบัน ถูกระบุว่าสกุลนี้มีอยู่ 5 ชนิด ดังนี้ครับ.
  1. Hydrocynus goliath Boulenger 1898
  2. Hydrocynus forskahlii Cuvier 1819
  3. Hydrocynus brevis Günther 1864
  4. Hydrocynus tanzaniae Brewster 1986
  5. Hydrocynus vittatus Castelnau 1861
4 ใน 5 ชนิดพบใน ลุ่มน้ำ Congo 4 ใน 5 ชนิดนี้จะมี เจ้า goliath แห่งแม่น้ำ Lualaba และทะเลสาป Tanganyika ซึ่งเป็น Tiger Fish ที่มีขนาดใหญ่สุดรวมอยู่ด้วย น้ำหนักถึง 80 ปอนด์ เจ้า goliath จะแตกต่างกับชนิดอื่นๆคือจะไม่มีจุดแต้มมากเหมือนอย่างชนิดอื่น มันต่างกับชนิดอื่นตรงที่จำนวนของเกร็ด goliath จะมีเกล็ดประมาณ 54 – 58 เกล็ด ส่วนชนิดอื่นๆเช่น vittatus จะมีเกล็ดเพียง 44 – 48 เกล็ด
________________________________



1.) Hydrocynus Goliath (Boulenger, 1898)

  • (hydrocynus vittiger)
  • Family : Alestiidae (African tetras)
  • Order : Characiformes
  • Class : Actinopterygii (ray-finned fishes)
  • Fishbase : Tiger fish
  • Max. size: 133.0 cm FL
สภาพแวดล้อม : แหล่งน้ำจืด เขตร้อน pH range : 6.5 – 7.5; dH range 25.0 อุณหภูมิ 23 – 26 องศาเซลเซียส

แหล่งแพร่กระจายพันธุ์ : แอฟริกา : Congo River basin, แม่น้ำ Laulaba River, ทะเลสาบ Upemba, Lake Tanganyika

(มีซี่ฟันขากรรไกรบน โดยปกติ=14 หรือมากกว่านั้น)

Gill rakers very short,less than one-third the length of the gill filaments ; lateral line with 53-58 pored scales ; anal fin with 3 soft, unbranched and usually 14 branched rays ; vertebrae 52-54;lateral stripes not distinctive;found in the Oubangui R.,central and upper Zaire........ Hydrocynus goliath Boulenger 1898


ซี่กรองเหงือกสั้นมาก,สั้นประมาณหนึ่งในสามหากเทียบกับความยาวเส้นเหงือก เกล็ดเส้นข้างลำตัว53-58 ครีบก้นเป็นก้านครีบอ่อน ไม่แตกแขนง=3 แตกแขนง=14 ข้อกระดูก=52-54 ลายประดำไม่เห็นเด่นชัด กระจายบริเวณ แม่น้ำ Oubangui ทางตอนกลางและเหนือของประเทศแซร์......Hydrocynus goliath Boulenger 1898
________________________________



2.) Hydrocynus forskahlii (Cuvier, 1819)
  • Family : Alestiidae (African tetras)
  • Order : Characiformes
  • Class : Actinopterygii (ray-finned fishes)
  • Fishbase : -
  • Max. size: 78.0 cm SL
  • สภาพแวดล้อม : แหล่งน้ำจืด เขตร้อน



แหล่ง แพร่กระจายพันธุ์ : แอฟริกา : แม่น้ำ Nile, ทะเลสาบ Albert, Turkana, Gandjule. Senegal, Niger, Volta, Coat Ivory, Guinea, Cameroon, Dem. Rep. Congo, Ghana, Liberia, Beneu, Omo, Gambia, Chad, Sierra Leone, Benin




(มีซี่ฟันขากรรไกรบน โดยปกติ=12)

Gill rakers long , approximately equal in length of the gill filaments ; 4th infraorbital width approximately 6.1%(range 5.1-7.5% of Sl.) of the standard length ; body not deep, usually 22.6% of the standard length (range 17.2-27.8% of Sl.) ; lateral line with 46-53 pored scales ; vertebrae 45-51 ; lateral stripes prominent ;widespread throughout Africa..............Hydrocynus forskahlii (Cuvier 1819)




ซี่กรองเหงือกยาวเท่ากับความยาวของเส้นเหงือก กระดูกใต้เบ้าตาแผ่นที่4( Infraorbital bone ในปลาสกุลแอฟริกันไทเกอร์จะมีทั้งหมด 5 แผ่นกระดูก) มีความกว้างโดยเฉลี่ย 6.1% ของความยาวมาตราฐาน รูปร่างไม่ลึก ปกติ= 22.6% ของความยาวมาตราฐาน เกล็ดเส้นข้างลำตัว= 46-53 เกล็ด ข้อกระดูก=45-51 แถบข้างลำตัวสะดุดตาทีเดียว พบบริเวณกว้างตลอดทวีปแอฟริกา
________________________________


3.) Hydrocynus brevis (Gunther, 1864)
  • (Hydrocynus somonorum ชื่อเดิม)
  • Family : Alestiidae (African tetras)
  • Order : Characiformes
  • Class : Actinopterygii (ray-finned fishes)
  • Fishbase : Tiger fish
  • Max. size: 86.0 cm TL
  • สภาพแวดล้อม : แหล่งน้ำจืด เขตร้อน


แหล่งแพร่กระจายพันธุ์ : แอฟริกาตะวันตก : บริเวณแหล่งน้ำ sadano – sahalian, Nile. Chad, Niger/Benoeu, Volta, Senegal, Gambia

(มีซี่ฟันขากรรไกรบน โดยปกติ=12)

Gill rakers approximately one-third the length of the gill filaments ; 4th infraorbital broad , approximately 7.7% of standard length (range 6.9-8.9% of Sl.) ; body deep, usually 24.4% of the standard length (range 19.1-29.6% of Sl.) ; lateral line with 47-55 pored scales ; vertebrae 49-51 ; lateral stripes conspicuous ; found from the Nilo-Sudan region to the west coast of northern Africa...............Hydrocynus brevis Günther 1864


ความยาวซี่กรองเหงือกยาวประมาณหนึ่งในสามของเส้นเหงือก กระดูกใต้เบ้าตาแผ่นที่4( Infraorbital bone ในปลาสกุลแอฟริกันไทเกอร์จะมีทั้งหมด 5 แผ่นกระดูก) มีความกว้างโดยเฉลี่ย 7.7% ของความยาวมาตราฐาน รูปร่างลึก ปกติ= 24.4% ของความยาวมาตราฐาน เกล็ดเส้นข้างลำตัว= 47-55 เกล็ด ข้อกระดูก=49-51 แถบข้างเห็นได้ชัดเจน พบบริเวณแถบพื้นที่ ไนโร-ซูดาน ยาวถึงบริเวณตะวันตกชายฝั่งทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา................Hydrocynus brevis Günther 1864

_______________________________



4.) Hydrocynus tanzaniae (Brewster, 1986)

  • Family : Alestiidae (African tetras)
  • Order : Characiformes
  • Class : Actinopterygii (ray-finned fishes)
  • Fishbase : -
  • Max. size: -
  • สภาพแวดล้อม : แหล่งน้ำจืด เขตร้อน
  • แหล่งแพร่กระจายพันธุ์ : แอฟริกา : แทนซาเนีย (Tanzania)
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Hydrocynus tanzaniae Brewster 1986 แตกต่างจากชนิดอื่นคือ ก้านครีบที่3และ4 ของทั้งก้านครีบหลังและครีบก้นจะยาวกว่าอย่างชัดเจน


(มีซี่ฟันขากรรไกรบน โดยปกติ=14 หรือมากกว่านั้น)
Gill rakers approximately one-third the length of the gill filaments ; lateral line with 43-47 pored scales ; anal fin with 3 soft, unbranched and usually 12 branched rays ; vertebrae 46-47;lateral stripes distinct ; confined to the eastward flowing rivers of Tanzania.............Hydrocynus tanzaniae Brewster 1986.
ซี่กรองเหงือกยาวประมาณหนึ่งในสามหากเทียบกับความยาวเส้นเหงือก เกล็ดเส้นข้างลำตัว43-47 ครีบก้นเป็นก้านครีบอ่อน ไม่แตกแขนง=3 แตกแขนง=12 ข้อกระดูก=46-47ลายประดำเห็นเด่นชัด กระจายบริเวณ แม่น้ำทางตะวันออกของทานซาเนีย ...................................Hydrocynus tanzaniae Brewster 1986.

________________________________

5.) Hydrocynus vittatus (Castelnau, 1861)

  • Family : Alestiidae (African tetras)
  • Order : Characiformes
  • Class : Actinopterygii (ray-finned fishes)
  • Fishbase : Tiger fish
  • Max. size: 105.0 cm FL
  • สภาพแวดล้อม : แหล่งน้ำจืด เขตร้อน อุณหภูมิ 22 – 28 องศาเซลเซียส



แหล่ง แพร่กระจายพันธุ์ : แอฟริกา : Niger/Benoue, Oueme, Senegal, Nile, Omo, Congo, Lufila, Lualaba, Luapula, Zambeze, Limpopo, Rovuma, Shore, Rufiji, Ruaha, Wami และ Ruvu. ทะเลสาบ Bangweolo, Moero, Tanganyiga, Upemba, Rukwa และ Malagarazi

________________________________

++ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลมากครับ++
(ขออภัยข้อมูลยังไม่สมบูรณ์)
+ผิดพลาดประการใดช่วยชี้แนะด้วยครับ+
________________________________

คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

23 มีนาคม 2552

พี่ค๊อกแบส Peacock Bass


  • Peacock Bass(พี่ค๊อกแบส)
  • ชื่อสามัญ: Peacock Bass
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Cichla ocellaris
  • ชื่อไทย: กระพงลายเสือ, ปลาเสือ, ออสเซราลิส (ปลาตู้)
  • เชื้อชาติ: บราซิล (ลุ่มแม่น้ำ อเมซอน และ โอริโนโค)
  • สัญญาติ: ไทย (เกิดที่จังหวัดเพชรบุรี)
การ ทำรังวางไข่: พ่อแม่ปลาทำรังวางไข่ในแหล่งน้ำนิ่งที่พื้นเป็นดินกรวด วางไข่ครั้งละ 2000-3000 ฟอง พ่อแม่ปลาจะดูแลไข่ และลูกเป็นเวลาประมาณ 90 วัน ก่อนที่ลูกปลาจะโตขึ้น และกระจายตัวกันหาอาหารตามแหล่งที่มีสาหร่ายขึ้นรกชายฝั่ง
  • อาหาร: กุ้ง หอย ปู ปลา ทุกอย่างที่เคลื่อนไหว และเข้าปากได้
  • สถานะภาพในประเทศไทย: ทำรังวางไข่ ผสมพันธุ์ ประสพความสำเร็จในแหล่งน้ำธรรมชาติ


Peacock bass. เป็นปลาที่อยู่ในวงศ์ Cichlidae. ในสกุล Cichla. มาจากภาษากรีก
Kichle.หมายถึงปลาทะเลที่มีฟันแหลมและสีสวยแถบทะเลเขตร้อนในตระกูล Labridae.

  • ปัจจุบันในธรรมชาติมีการระบุไว้ทั้งหมด 15 ชนิด. ดังนี้.
6 ชนิดแรกที่ถูกพบ.
  • 1) Cichla ocellaris Schneider,1801.
  • 2) Cichla temensisHumboldt,1821.
  • 3) Cichla orinocensis Humboldt,1821
  • 4) Cichla monoculus Spix & Agassiz,1831
  • 5) Cichla nigro-maculata Jardine&Schomburgk, 1843.
  • 6) Cichla intermedia Machado-Allison,1971.
9ชนิดใหม่ที่ถูกค้นพบ และ บรรยายโดย Kullander,Seven O.และEfrem J.,G.Ferreira ตีพิมพ์วันที่ 1 ธันวาคม 2549

  • 7) Cichla kelberi. Kullander & Ferreira,2006
  • 8) Cichla jariina. Kullander & Ferreira,2006
  • 9) Cichla melaniae. Kullander & Ferreira,2006
  • 10) Cichla mirianae. Kullander & Ferreira,2006
  • 11) Cichla pinima. Kullander & Ferreira,2006
  • 12) Cichla piquiti. Kullander & Ferreira,2006
  • 13) Cichla pleiozona. Kullander & Ferreira,2006
  • 14) Cichla thyrorus. Kullander & Ferreira,2006
  • 15) Cichla vazzoleri. Kullander & Ferreira,2006


ปลาในสกุล Cichla เป็นปลาหมอที่มีความใหญ่โตที่สุดในอเมริกาใต้ เนื่องจากแม่น้ำอเมซอนมีหลายหลายสาขาแบ่งย่อยออกไปทำให้ปลาในสกุลนี้มีความ หลากหลายตามไปด้วย ด้วยปากที่มีขนาดใหญ่ สายตาที่ดีเยี่ยม ลำตัวที่แข็งแกร่ง พละกำลังอันมหาศาล ทำให้พวกมันอยู่ในห่วงโซ่อาหารลำดับต้นๆของแม่น้ำนี้เลยก็ว่าได้


ชื่อ Peacock Bass มาจากลักษณะของหางที่มีความสวยงามคล้ายลายบนขนของนกยูง (Peacock)ซึ่ง ปลาสกุลนี้ ใช้โครงสร้าง และลวดลายในการแบ่งสายพันธุ์

+++++++++++++++++++++++++

  • 1. Cichla ocellaris (Tacutu)
ตัวนี้รู้จักกันดีในนาม butterfly peacock bass อยู่ทางตอนบนของRio Branco ประเทศบลาซิล ตลอดจนได้รับรายงานว่าพบที่ Florida, Hawaii, และ Puerto Rico ไม่มีมาร์คที่แก้ม มีแถบดำพาดกลางลำตัว โตเต็มที่ประมาณ 25 นิ้ว

+++++++++++++++++++++++++

  • 2.Cichla temensis – Tucunare (ชื่อเรียกพื้นเมือง)
ตัวนี้เหมือนเป็นเครื่องหมายการค้าของปลาสกุลนี้เลยก็ว่าได้เพราะว่ามีขนาด ใหญ่ที่สุด แพร่กระจายอยู่ตามสาขาต่างๆทั่วทั้งอเมริกาใต้ สามมารถโตได้ 30 นิ้วขึ้นไป ปลาในวัยเด็กจะ มีแถบดำขนานกับลำตัวของปลาตั้งแต่แก้มไปจนถึงหาง เมือโต ลายดังกล่าวจะหายไป
ปลาชนิดนี้ที่เห็นรูปกันบ่อยจะมี2 แบบน่ะครับ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Paca


และ Assu

++++++++++++++++++++++++++++++++++++


  • 3.Cichla orinocensis (Taua or Borboleta )
ชนิดนี้จะพบทางตอนบนของแม่น้ำ Rio Negro และพบมากใน Rio Jau และ RioBranco ทางตอนเหนือของประเทศบราซิล ตลอดจนปากแม่น้ำ Rio Orinoco โตเต็มที่ประมาณ 30 นิ้ว


มีจุดมาร์ค หรือ ocelli 3 จุด ไม่มีลายแถบดำระหว่างลำตัว ไม่มีจุดมาร์คที่แก้ม

++++++++++++++++++++++++++++++++++++


  • 4.Cichla monoculus (Popoca หรือ Botao)
กระจายอยู่ทั่วทั้งอเมริกาใต้ โตได้ถึง 20 นิ้ว มีแถบที่หลังเพียงสั้นๆไม่พาดยาวเหมือนเทมเมนซิส มีแถบดำยาวใกล้ๆกับครีบอก ไม่มีจุดมาร์ค หรือ ocelli ตามลำตัวและแก้ม

++++++++++++++++++++++++++++++++++++


  • 5.Cichla nigro-maculata
พบทางตอนบนของแม่น้ำOrinoco และ Casiquiare tributaries และตอนกลางแม่น้ำ Rio Negro
ขนาดใหญ่สุด 26.3 ซม.

++++++++++++++++++++++++++++++++++++


  • 6. Cichla intermedia
เจ้าตัวนี้พบเฉพาะ ทางออกแม่น้ำOrinoco เท่านั้น มีขนาดเล็กที่สุดในสกุลเพียง 18 นิ้ว
เอกลักษณ์ มีแถบดำ 8 แถบ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++



  • 7.Chicla Kelberi
เจ้าตัวนี้เป็นฝาแฝดกับ Cichla monoculus ต่างกันที่Chicla Kelberi จะมีแถบข้างลำตัวที่ยาวกว่าเท่านั้นเองครับ พบแพร่กระจายอยู่ ทางตอนใต้ของRio Tocantins และ Rio Araguaia

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • 8.Cichla pleiozona
pleio ในภาษากรีกแปลว่า มาก ส่วน zona แปลว่า ขอบเพชร แพร่กระจายอยู่ Rio Madre de Dios, Beni, Mamor ทั่วทั้ง Bolivia และ Brazil มองเผินๆก็คล้ายกับเจ้า C. monoculus,และ C. kelber แต่นักมีนวิทยาได้อธิบายถึงความแตกต่าง ว่า แถบข้างลำตัวแถบที่4จะดูจางๆไม่เหมือนกับC. monoculus,และ C. kelberi

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • 9.Cichla melaniae
พบกระจายในตอนล่างของแม่น้ำ Xingu ขนาดใหญ่สุดที่เคยพบ 29 ซม.
รายละเอียด

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • 10.Cichla mirianae
++++++++++++++++++++++++++++++++++++


  • 11.Cichla pinima
++++++++++++++++++++++++++++++++++++



  • 12.Cichla piquiti
++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • 13.Cichla thyrorus

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • 14.Cichla vazzoleri

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • 15.Cichla jariina ออสซิลาลิสหางฟ้า

++++++++++++++++++++++++++++++++++++



ในช่วงจับคู่ เพศผู้จะพัฒนาโหนกด้านหน้าศีรษะ ด้วยฮอร์โมนเพศชายทำให้โหนกนี้มีสีแดง ในขณะที่เพศเมียไม่มี เมื่อเลือกคู่ได้แล้ว ทั้งเพศผู้และเมียจะร่วมกันสร้างรัง จากการศึกษา รังนี้อาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 2 เมตร และลึกถึง 39 นิ้ว ในขณะที่การทดลองเพาะพันธุ์พวกเขาในตู้ไม่สามารถทำได้ จึงเลือกบริเวณซอกหิน หรือ ซากไม้ขนาดใหญ่.



การศึกษานี้ทำให้นักวิชาการทราบข้อมูลบางอย่าง เช่น ปลา peacock bass. ขนาดประมาณครึ่งกิโล สามารถวางไข่โดยเฉลี่ย 3,712 ฟอง ขณะที่ตัวเมียขนาดน้ำหนักประมาณ 1.38 กิโลกรัม สามารถวางไข่ได้เฉลี่ย 10,355 ฟอง หรือ บางรายงานระบุว่าปลาเพศเมียที่เลี้ยงในตู้ขนาดไม่เกิน 12 นิ้ว สามารวางไข่ได้เฉลี่ย 1,600 ฟอง.


ลูกปลามีอัตรารอดขั้นต่ำ 10% แต่ถึงกระนั้น 10% นี้มีความหมายในอนาคตแน่นอน กล่าวคือ ในปัจจุบันแหล่งน้ำธรรมชาติที่เราคิดว่าเป็นระบบปิดของบ้านเราบางแห่งได้พบ เจ้าปลา peacock bass.นี้แล้ว ที่อาจดูวิตกเกินเหตุ ด้วยเหตุผลครงการหลุดรอดของไข่ หรือ ลูกปลาเหล่านี้ ลงสู่ระบบเปิด อย่างแม่น้ำ ลำคลอง ฯลฯ ครั้งนึง เราไม่เคยคิดว่า ปลาที่เราเลี้ยงในบ่ออย่าง ปลานิล หรือ แม้กระทั่ง ปลาที่ดูไร้ค่าอย่างปลาซัคเกอร์ จะพบเจอได้ตามแหล่งน้ำระบบเปิดทั่วไป.


นอกจากนี้ อย่างที่นักวิชาการได้ทำการศึกษา และที่น่ากังวลอีกอย่างคือปลาชนิดสามารถสืบพันธุ์ได้ในระดับอายุที่แตกต่าง กัน แสดงให้เห็นว่า ปลาชนิดนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้โตเต็มวัย ถึงจะเจริญพันธุ์.

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ผิดพลาดประการใดช่วยชี้แนะด้วยครับ......ตกได้อย่าลืมเอากลับไปกินด้วยนะครับ

ขอบพระคุณที่มาของข้อมูล
น้าจิระชัย
คุณamonize35
คุณนณณ์
fishbase
น้าNnew



คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

20 มีนาคม 2552

วงศ์ปลาช่อน(Channidae)


  • วงศ์ปลาช่อน (Channidae)
ปลาในวงศ์นี้มีรูปร่างเรียวทรงกระบอก ส่วนหัวโตจะงอยปากยื่น ปากกว้าง ตาโต มีฟันเป็นเขี้ยวบนขากรรไกร หัวด้านบนราบ ถ้าดูจากตอนบนจะโค้งมนคล้ายงู ลำตัวค่อนข้างกลม ครีบหลังและครีบก้นยาว ครีบหางปลายมน ครีบอกใหญ่ ครีบท้องเล็ก เกล็ดใหญ่มีขอบเรียบ (Cycloid) ปลาช่อนมีอวัยวะช่วยหายใจเป็นหลืบเนื้อสีแดงอยู่ในคอหอย เรียกว่า suprabranchia จึงสามารถอยู่ในแหล่งน้ำที่มีออกซิเจนต่ำได้


แพร่พันธุ์โดยการวางไข่โดยตัวผู้และตัวเมียช่วยกันปรับพื้นที่น้ำตื้น ๆ ให้เป็นแปลงกลม แล้ววางไข่ลอยเป็นแพ ตัวผู้เป็นผู้ดูแลไข่จนไข่ฟักเป็นตัวแล้วเลี้ยงลูกปลาจนโต เรียกว่า "ลูกครอก" ซึ่งมีสีแดงหรือส้ม รูปร่างคล้ายพ่อแม่ จากนั้นจึงปล่อยให้หากินเอง


พบในเขตร้อนของทวีปแอฟริกาและเอเชีย ปัจจุบันพบทั้งสิ้น 31 ชนิด (Species) (และยังมีอีกหลายชนิดที่ยังไม่ได้อนุกรมวิธาน) แบ่งเป็น 2 สกุล (Genus) คือ Parachanna 3 ชนิด และ Channa 28 ชนิด พบในแอฟริกา 3 ชนิด สำหรับในประเทศไทยพบประมาณ 10 ชนิด ปลาขนาดเล็กสุดคือ ปลาก้าง (Channa limbata) ซึ่งมีขนาดโตเต็มที่ไม่เกิน 1 ฟุต และใหญ่ที่สุดคือ ชะโด (Channa micropeltes) ที่ใหญ่ได้ถึง 1-1.5 เมตร


จัดเป็นวงศ์ปลาเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยนิยมบริโภคมากเป็นอันดับหนึ่งก็ว่าได้ โดยปลาช่อนชนิดที่นิยมนำมาบริโภคคือ ปลาช่อนนา (Channa straita) ซึ่งพบได้ทุกแหล่งน้ำและทุกภูมิภาค

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


  • ปลาช่อน
  • ชื่อสามัญ STRIPED SNAKE-HEAD FISH
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Channa striata
  • อยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae)


ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีส่วนหัวค่อนข้างโต รูปร่างทรงกระบอกยาว ครีบหางเรียวปลายมน ปากกว้าง ภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวสีคล้ำอมมะกอกหรือน้ำตาลอ่อน มีลายเส้นทแยงสีคล้ำตลอดทั้งลำตัว 6 - 7 เส้น ด้านท้องสีจางตัดกับด้านบน ครีบสีคล้ำมีขอบสีเหลืองอ่อน ครีบท้องจาง มีขนาดลำตัวประมาณ 30 - 40 ซ.ม. ใหญ่สุดได้ถึง 1 เมตร โดยปลาช่อนสปีชีส์นี้ มีความพิเศษไปกว่าปลาช่อนชนิดอื่น ๆ คือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้ รวมทั้งสามารถหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนมาได้เป็นแรมเดือน โดยสะสมพลังงานและไขมันไว้ ที่เรียกว่า " ปลาช่อนจำศีล " พบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วประเทศไทย พบไปจนถึงเอเชียใต้ พม่าและอินโดนีเซีย นิยมนำมาบริโภค ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายทั้งสดและตากแห้ง เป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจที่สำคัญจนอาจเรียกได้ว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง


เลี้ยงได้ทั้งในบ่อและกระชังตามริมแม่น้ำ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย โดยเฉพาะตัวที่สีกลายเป็นสีเผือก (Albino) หรือปลาที่พิการตัวสั้นกว่าปกติ (Short Body)


ปลาช่อนในบางพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดสิงห์บุรี ขึ้นชื่อมาก ที่เรียกว่า "ปลาช่อนแม่ลา" มีประเพณีพื้นถิ่นคือเทศกาลกินปลา


ปลาช่อน มีชื่อเรียกตามภาษาถิ่นในแต่ละภาคว่า " หลิม " ในภาษาเหนือ " ค้อ " หรือ " ก๊วน "ค่อ" ในภาษาอีสาน เป็นต้น

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • ปลาช่อนข้าหลวง
  • ชื่อสามัญ BLOTCHED SNAKE-HEAD FISH
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa marulioides
  • อยู่ในวงศ์ปลาช่อน Channidae


เป็นชื่อของปลาช่อนชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายปลาช่อนงูเห่า แต่ลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีเขียวอ่อน และมีลายสีเหลืองทองส้มสลับกับแต้มสีดำ ครีบมีจุดประสีเหลืองสด ท้องสีจาง


ขนาดโตเต็มที่มีความยาวประมาณ 90 ซ.ม. ในประเทศไทยพบเฉพาะภาคใต้เท่านั้น และพบในมาเลเซีย มักอาศัยตามแม่น้ำสายใหญ่หรือลำธารขนาดใหญ่ในป่าหรือพรรณไม้ชายฝั่งหนาแน่น โดยจะหลบอยู่ใต้ร่มเงาของไม้นั้น เป็นปลาที่พบได้ไม่ยาก แต่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามมากกว่าจะนำมาบริโภค และมีราคาขายที่ค่อนข้างสูง ช่อนข้าหลวง ยังมีชื่อที่เรียกกันในเขตจังหวัดนราธิวาสว่า " ช่อนทอง "

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • ปลาช่อนงูเห่า
  • ชื่อสามัญ GREAT SNAKE-HEAD FISH
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa aurolineatus
  • อยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae)


ไม่จัดว่าเป็นปลาเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นปลาหายาก พบไม่บ่อยนักในธรรมชาติ มีลักษณะลำตัวค่อนข้างกลมยาว หัวมีขนาดเล็กกว่าปลาช่อนชนิดอื่น ๆ สัลำตัวจะเปลี่ยนไปตามวัยและสภาพแวดล้อม ปกติพื้นลำตัวจะเป็นสีคล้ำเช่น น้ำตาลแกมเขียว หรือสีดำ เมื่อยังเป็นลูกปลาจะมีแถบสีส้มคาดตามความยาวจากหัวจรดโคนหาง โดยบริเวณโคนหางจะมีจุดสีดำล้อมรอบด้วยวงสีส้มสด แลดูคล้ายเครื่องหมายดอกจันทน์ จึงมีอีกชื่อเรียกนึงว่า " ปลาช่อนดอกจันทน์ " เมื่อปลาเริ่มโตขึ้นจะมีแถบดำราว 5-6 แถบคาดขวางลำตัวส่วนที่อยู่ค่อนไปทางท้าย ใต้ท้องสีจาง ลำตัวด้านท้าย ครีบหลัง หาง และครีบท้องจะมีจุดสีตะกั่วเหลือบแวววาวกระจายอยู่ทั่ว


ปลาช่อนชนิดนี้ มีขนาดโตเต็มที่ราว 40-90 ซ.ม. มีรูปร่างเรียวยาวกว่าปลาช่อนชนิดอื่น ๆ ประกอบกับส่วนหัวที่เล็ก ทำให้แลดูคล้ายงูเห่า จึงเป็นที่มาของชื่อ " ปลาช่อนงูเห่า " เมื่อชาวบ้านจับปลาชนิดนี้ได้ บางคนไม่กล้ากินเนื่องจากเชื่อว่าเป็นปลาช่อนผสมงูเห่า มีพิษร้ายแรงกว่างูเห่าทั่วไป แต่ความเป็นจริงแล้ว ช่อนงูเห่าไม่ได้มีพิษแต่อย่างใด


มีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้าง โดยพบตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย พม่า ตอนใต้ของจีน ไทย กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเชีย และคาดว่าอาจจะมีในรัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาด้วย


พฤติกรรมมักอยู่อาศัยตามแม่น้ำชายฝั่งที่มีพืชน้ำและพรรณไม้ขึ้นชายฝั่งมีเงาร่ม อาหารได้แก่ ปลา กุ้ง สัตว์น้ำขนาดเล็กและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก เช่น กบ เขียด รวมถึงแมลงชนิดต่าง ๆ ด้วย
อุปนิสัยเป็นปลาที่ค่อนข้างดุร้ายก้าวร้าว โดยมักจะกบดานตัวนิ่ง ๆ กับพื้นท้องน้ำหรือไม่ก็ลอยตัวอยู่ปริมน้ำ เมื่อพบอาหารจะพุ่งฉกด้วยความเร็วและดุดัน
ปลาช่อนงูเห่า นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามที่มีขายในตลาดปลาสวยงามเป็นบางครั้ง มีชื่อเรียกในภาษาถิ่นต่าง ๆ เช่น " หลิมหางกวั๊ก " ที่ จ.แม่ฮ่องสอน " ก้วน " ในภาษาเหนือและภาษาอีสาน " ล่อน ", " กะล่อน " หรือ " อ้ายล่อน " ในภาษาใต้ เป็นต้น


อนึ่ง มีปลาช่อนอยู่ชนิดหนึ่งที่มีรูปร่าง ลักษณะที่คล้ายคลึงกับปลาช่อนงูเห่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa marulius หรือ Channa marulia มีถิ่นอาศัยในภูมิภาคเอเชียใต้ ไม่พบในประเทศไทย นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามเช่นเดียวกัน


โดยมีชื่อเรียกในวงการปลาสวยงามว่า " ปลาช่อนงูเห่าอินเดีย " แต่ตามแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ในปัจจุบัน มักจะให้ปลาช่อนงูเห่าที่พบในประเทศไทยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับปลา ช่อนงูเห่าที่พบในประเทศอินเดีย

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • ปลาช่อนดำ
  • ชื่อสามัญ Black snakehead
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa melasoma
  • อยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae)


มีรูปร่างเหมือนปลาช่อน (Channa striata) แต่ลำตัวผอมเพรียวกว่า หัวโต ตาสีดำ ตามตัวไม่มีลวดลาย สีลำตัวสีเขียวอมม่วง ครีบท้อง ครีบหาง และครีบหลังมีสีคล้ำมีขลิบขาวที่ครีบท้อง ขนาดโตเต็มที่ได้ 30 เซนติเมตร กินปลาขนาดเล็ก ลูกกุ้ง และสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ต่าง ๆ


ในประเทศไทยพบได้เฉพาะป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส และแม่น้ำโกลก ในต่างประเทศพบได้ตั้งแต่มาเลเซีย, สิงคโปร์ไปจนถึงอินโดนีเซีย ปลาช่อนดำมีชื่อเรียกเฉพาะในแวดวงปลาสวยงามว่า "ปลาช่อนเจ้าฟ้า"

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • ปลาก้าง
  • ชื่อสามัญ RED-TAILED SNAKEHEAD
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa limbata


มีรูปร่างคล้ายปลาในวงศ์นี้ทั่วไป แต่มีส่วนหัวมนกลมและโตกว่า ลำตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำเงินคล้ำ และมีลายประหรือจุดสีคล้ำ ท้องสีจาง โคนครีบอกมีลายเส้นสีคล้ำเป็นแถบ 4-6 แถบ ครีบหลัง ครีบก้น และครีบหางมีสีเทาหรือน้ำเงินเรือ ขอบมีสีส้มหรือสีจาง โดยปลาในแต่ละถิ่นจะมีสีสันแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมที่อาศัย


มีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างนับจากอินเดีย บังคลาเทศ จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเชีย บาหลี โดยอาจพบได้ถึงต้นน้ำหรือลำธารบนภูเขา


ปลาก้าง จัดว่าเป็นหนึ่งของปลาวงศ์นี้ที่มีขนาดเล็กที่สุด กล่าวคือ มีขนาดโตเต็มที่ได้ไม่เกิน 1 ฟุต นับเป็นปลาที่พบได้ทุกแหล่งน้ำของประเทศ โดยอาจจะเรียกชื่อเพี้ยนไปตามถิ่นว่า "กั๊ง" หรือ "ขี้ก้าง" มีพฤติกรรมการวางไข่โดยตัวผู้เป็นผู้อมไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ปลาก้างยังถือเป็นปลาเศรษฐกิจ แต่ไม่มีการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์เหมือนปลาช่อนชนิดอื่น และยังพบเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย


อนึ่ง นี้ยังมีปลาอีกชนิดหนึ่งที่มีขนาด รูปร่างที่คล้ายคลึงกับปลาก้างมาก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa gachua แต่ไม่พบในประเทศไทย โดยปลาก้างชนิดนี้พบในภูมิภาคเอเชียใต้ แต่ข้อมูลปัจจุบันหลายแห่งมักจะใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาก้างที่พบในประเทศไทย เป็นปลาก้างชนิดนี้

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


  • ปลากระสง
  • ชื่อสามัญ Blotched snake-head fish
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa lucius
  • อยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae)


มีรูปร่างคล้ายปลาช่อน (Channa striata) แต่มีส่วนหัวที่แบนกว่า จะงอยปากงอนขึ้นเล็กน้อย และมีรูปร่างที่ป้อมสั้นกว่า สีสันบริเวณลำตัวเป็นสีเขียวมะกอกมีลวดลายคล้ายลายไม้ ลูกปลาขนาดเล็กมีพฤติกรรมอยู่เป็นฝูง มีลายแถบดำพาดตามแนวนอนตลอดตัว มีสีแดง


มีความยาวเต็มที่ประมาณ 40 เซนติเมตร พบได้ในแหล่งน้ำนิ่งและแหล่งน้ำขนาดใหญ่รวมถึงในบริเวณพื้นที่ป่าพรุด้วยทั่วประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน


นิยมเอามาบริโภคสดและตากแห้งเหมือนปลาในวงศ์ปลาช่อนทั่วไป อีกทั้งสามารถเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้
ปลากระสง ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น " กระจอน " ในภาษาอีสาน " ช่อนไช " ในภาษาใต้


กระสงน้อย

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  • ปลาชะโด
  • ชื่อสามัญ Gian snacke-head fish
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa micropeltes
  • อยู่ในวงศ์ปลาช่อน (Channidae)


โดยชะโดจัดเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์นี้ โดยมีขนาดโตเต็มที่ได้ถึง 1 เมตร หรือ 1.5 เมตร หนักถึง 20 ก.ก. มีรูปร่างลำตัวค่อนข้างกลมยาว พื้นลำตัวสีน้ำตาลอมเขียว มีลายประสีดำกระจายทั่วตัว ภายในปากมีฟันแหลมคม เมื่อยังเป็นปลาขนาดเล็กจะมีสีลำตัวเป็นสีน้ำตาลและมีแถบสีดำ ส้ม และเหลืองพาดตามความยาวลำตัว 2 แถบ บริเวณหางสีแดงสด เมื่อเริ่มโตขึ้นมาสีและลายจะเริ่มจางหายไปกลายเป็นสีเขียวอมน้ำตาลคล้ายสี ของเปลือกหอยแมลงภู่แทน


โดยการที่สีของปลาเปลี่ยนไปตามวัยนี้ ชะโดจึงมีชื่อเรียกต่างออกไปตามวัย เมื่อยังเป็นลูกปลาจะถูกเรียกว่า "ชะโด" หรือ "อ้ายป๊อก" เมื่อโตเต็มที่แล้วจะถูกเรียกว่า "แมลงภู่" ตามสีของลำตัว


นอกจากจะเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในวงศ์นี้แล้ว ยังมีอุปนิสัยดุร้ายมากที่สุดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูผสมพันธุ์ปลาตัวผู้ซึ่งเป็นผู้ดูแลไข่และลูกอ่อน จะกัดและทำร้ายสัตว์ทุกชนิดที่ผ่านเข้ามาใกล้รัง ไม่เว้นแม้กระทั่งมนุษย์ จึงมักมีผู้ถูกชะโดกัดทำร้ายบ่อย ๆ ในช่วงนี้ ฤดูผสมพันธุ์ของปลาชะโดจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม-กันยายน รังมีการตีแปลงใกล้ชายฝั่ง เรียกว่า "ชะโดตีแปลง"


เป็นปลาที่พบได้ทุกภาคของประเทศ และพบในประเทศใกล้เคียงเช่น มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเชีย ตอนใต้ของจีน และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วย


ชะโดมีการเลี้ยงในกระชังตามแม่น้ำสายใหญ่เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา สะแกกรัง และอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี มักจะบริโภคด้วยการทำเป็นปลาเค็มและตากแห้งมากกว่าปรุงสด เพราะเนื้อแข็งและมีก้างเยอะ นอกจากเป็นปลาเศรษฐกิจแล้ว ยังมีการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย โดยเฉพาะลูกปลา พบมีขายในตลาดปลาสวยงามบ่อย ๆ และมีราคาถูก

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลจากวิกิพิเดีย รูปภาพจากหลากหลายที่มา สยามฟิชชิ่ง สยามเอนซิส ขอบคุณเจ้าของรูปภาพทุกท่านครับ ผิดพลาดประการใดขอรับไว้ผู้เดียวครับ

คลิ้กที่นี่เพื่ออ่านต่อ......

เชิญแวะที่:
thainitaห้นย

จ้าวน้อยฟิชชิ่ง ตกปลาฮาเฮ เร่ไปเพราะใจสั่งมา © 2009. Powered by  MyPagerank.Net